|
|
โครงการเตรียมความพร้อมเพื่อ ป้องกันและระงับอัคคีภัยในองค์กร(A03) ตามมาตรฐานของสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA FARA-FS (Fire Safety) Certified โดย อาจารย์คณาทัต จันทร์ศิริ |
|
|
มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS(Fire Safety) Certified
โครงการของสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA Fire And Rescue Association เพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัย โดยเฉพาะด้านการป้องกันระงับอัคคีภัยและการช่วยชีวิต ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนานาประเทศ เพื่อส่งเสริม “การพัฒนา คุณภาพองค์รวม” ให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนโดยใช้การฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด แล้วประเมินมาตรฐานและ รับรอง ด้วยนโยบาย “ใกล้ชิดประดุจมิตรและญาติ”
เงื่อนไขในการขอรับรองมาตรฐาน FARA –FS Certified
หน่วยงานที่ต้องการมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS จะต้องผ่านการอบรมตามข้อกำหนด 4 หลักสูตรภายใน 1 ปี (รายละเอียดดูในเอกสารBO3-B06) พร้อมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 2 (ERT) แล้ว ERT จะต้องดำเนินการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เหลือทั้งหมดให้สามารถใช้ เครื่องดับเพลิงเบื้องต้นได้ 2. เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 3 (HB) แล้วจะต้องจัดตั้งสภาความปลอดภัยของหน่วยงาน เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านการ บริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง 3. ต้องจัดทำคู่มือการป้องกันระงับอัคคีภัยและภัยพิบัติของหน่วยงานแจกให้เจ้าหน้าที่ทุกคน 4. เมื่อผ่านการอบรมหลักสูตรที่ 4 (ED) แล้วต้องดำเนินการซ้อมแผนฉุกเฉินไปตามหน่วยงานย่อยต่างๆให้ได้ด้วยตนเอง 5. การรับรองมาตรฐานครั้งแรกมีอายุ 3 ปี ครั้งต่อไปต้องประเมินด้วยการตอบคำถามในเอกสาร พร้อมกับต้องจัดการ อบรมหลักสูตร ERT ต่อเนื่องไปจนได้ ERT ครบ 100% (ซึ่งสมาคม FARA จะดำเนินการให้ไม่เกิน 3 รุ่น หลังจากนั้น หน่วยงานต้องดำเนินการเองเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างถาวร)
1. ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้น จนถึงขั้นปานกลาง ( Fire Extinguisher & Fire Hose System ) ตามมาตรฐานที่กำหนด 2. มีป้ายสื่อความปลอดภัย ( Safety Sign ) ให้ครบถ้วนชัดเจน และมีรูปแบบเป็นสากล 3. มีแผนฉุกเฉิน ( Emergency Plan & Evacuation Drill )พร้อมบุคลากรรับผิดชอบ และเคยฝึกปฏิบัติมาแล้ว อย่างสม่ำเสมอ โดยมีคู่มือที่กำหนดรายละเอียดครบถ้วน มอบให้เจ้าหน้าที่ทุกคน
เกณท์ขั้นต้นทั้ง 3 ข้อนี้ จะต้องถูกกำหนดเป็นนโยบายของหน่วยงานที่ขอมาตรฐาน และดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกำหนดในคู่มือฯ
(1). จัดคนรับผิดชอบ หน่วยงานต้องแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นทางการ ( โดยคำสั่งจากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเป็นลายลักษณ์อักษร ) เพื่อจัดทำ แผนแม่บทในการป้องกันและระงับอัคคีภัย(ธรรมนูญความปลอดภัย) ซึ่งควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัยจากภายนอก (ที่เป็นสมาชิก หรือใช้มาตรฐาน NFPA (National Fire Protection Association , USA.) เข้าร่วมในคณะทำงานนี้ด้วย เพื่อให้ แผนสามารถ นำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก อาจเชิญได้จากสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA , หน่วยดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร และหน่วยดับเพลิงของท้องถิ่น ( ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ผ่านการรับรอง มาตรฐาน NFPA หรือ เทียบเท่า ) ฯลฯ
หลักสำคัญในการบริหารบุคลากร คือ ต้องตั้งเป้าหมายให้คนในองค์กรสามารถดำเนินการเองได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง และมีนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่องจนยั่งยืน โดยสมาคมฯ FARA ได้กำหนด วิสัยทัศน์-พันธกิจ ให้กับองค์กรที่ต้องการพัฒนา มาตรฐาน คือ
(2). ตรวจสอบงบประมาณ ควรตรวจสอบงบประมาณที่มีอยู่แล้ว หรือคาดว่าจะมีเพิ่มเติมมาในอนาคต เพื่อจะได้เลือกแผนการทำงานที่เหมาะสมได้โดยทันที เช่น 2.1 ถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอ ให้จัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานโดยทันที แล้วจัดการฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ ให้รู้และเข้าใจวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านั้น และการบริหารแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยอย่างสมบูรณ์ 2.2 มีงบประมาณปานกลาง ก็ให้จัดซื้ออุปกรณ์เท่าที่จำเป็น และตั้งงบประมาณผูกพันระยะกลาง ( ภายใน 3-5 ปี ) สำหรับ จัดซื้ออุปกรณ์ที่เหลือ แต่ต้องใช้งบประมาณบางส่วนที่มีนั้น จัดการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้เป็นประการสำคัญ พึงระลึกเสมอว่า “คนนำเครื่อง” คนมีความรู้ สามารถปฏิบัติได้ดีกว่าคนมีเครื่องมือมากมายแต่ใช้ไม่เป็น 2.3 มีงบประมาณน้อยมาก ก็ควรใช้ไปในการพัฒนาบุคลากรก่อน โดยจัดให้มีการฝึกอบรม (โดยผู้ฝึกอบรมต้องมี มาตรฐานและเข้าใจข้อกำหนดของ HA. Hospital Accreditation สำหรับโรงพยาบาล หรือมาตรฐานอื่นๆที่องค์กร ต้องการ เช่น ISO 14001, ISO(TIS)18001 ทำการรณรงค์ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นสามารถ ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยกำหนดตารางการปฏิบัติเป็นทางการ และต้องมีการประเมินผล |
|
(3). ตรวจอาคารสถานที่ สำรวจอาคารและโครงสร้างกายภาพทั้งหมด โดยคณะทำงานขององค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย จาก หน่วยงานมาตรฐานแล้วปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามข้อกำหนด ดังรายการต่อไปนี้ : 3.1 หาพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือภยันตรายต่างๆ แล้วกำหนดแผนการแก้ไขเป็นรูปธรรม อย่างสม่ำเสมอ 3.2 จัดตั้งกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน (ต้องมีที่เดียว) ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอยู่แล้ว ให้ปรับปรุงตามความเหมาะสม 3.3 กำหนดจุดรวมพล (Assembly Point) ที่สามารถรองรับการอพยพได้อย่างเหมาะสมหากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุง บำรุงรักษา(ควรมีไม่น้อยกว่า 2 จุด แต่ไม่เกิน 4 จุด) 3.4 กำหนดเส้นทางอพยพหนีไฟทั้งบุคคลและทรัพย์สิน จากทุกๆจุดของพื้นที่ แล้วจัดทำแผนผังเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ บริการและเจ้าหน้าที่ได้รับทราบทั่วกัน 3.5 กำหนดเส้นทางการจราจรในหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นให้สามารถใช้ได้เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้หรืออุบัติภัยต่างๆ ซึ่ง จะต้องกำหนดทิศทางการจราจร, กำหนดบริเวณที่จอดรถดับเพลิง ซึ่งต้องมีแหล่งน้ำสนับสนุน, บริเวณที่จอดรถบันได บริเวณที่จอดรถฉุกเฉินต่างๆ ประตูทางเข้า-ออก และประตูฉุกเฉินหากทางเข้า-ออกใช้ไม่ได้ เป็นต้น 3.6 จุดติดตั้งอุปกรณ์ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสถานที่และงบประมาณ เช่น เครื่องตรวจจับควัน และความร้อน( Smoke / Heat Detectors) ,สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ( Fire Alarm), หัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ ( Sprinkler ), แผงควบคุมระบบเตือนภัย( Fire Control Panel ) , ไฟฉุกเฉิน ( Emergency light ) มีจำนวนเพียงพอ และสามารถใช้งานได้หรือไม่ ฯลฯ 3.7 จุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ทั้งเพลิงไหม้เบื้องต้น (ถังดับเพลิงแบบยกหิ้ว Portable Fire Extinguisher) และเพลิงไหม้ขั้นรุนแรง( ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง ) แหล่งเก็บน้ำสำรอง,ปั้มน้ำดับเพลิง (ดูรายละเอียดในข้อ 1 เกณท์ขั้นต้นฯ) 3.8 จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่น ๆ อาทิ รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device ) เพื่อใช้นำคนลงจากที่สูง , ท่อผ้าหนีไฟ ( Chute ),เครื่องช่วยหายใจ( BA.) ที่กฎหมายกำหนดให้มีเพื่อปฏิบัติงานในบริเวณที่ขาดอากาศได้ เบาะลมช่วยชีวิต ( Air Cushion ), ขวาน,ฆ้อนปอนด์,เชือก, เปลหาม,หน้ากากฉุกเฉิน, บันไดสำหรับพาดระเบียง เข้าช่วยเหลือผู้ติดค้าง บริเวณชั้น 2 ฯลฯ 3.9 ป้ายสื่อความปลอดภัย (Safety Sign) และป้ายประชาสัมพันธ์ภยันตรายต่างๆ เช่น ป้ายทางออก(Exit), ป้ายทางออก- ฉุกเฉิน(Emergency Exit),ป้ายทางหนีไฟ (Fire Exit) , ป้ายทางตัน (No Exit) , ป้ายจุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง (Fire Extinguisher) ,ป้ายจุดติดตั้งสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน(Fire Alarm), ป้ายบริเวณเก็บวัตถุอันตราย (Hazardous Material), ป้ายจุดติดตั้งรอกหนีไฟ(Fire Escape Device), ป้ายห้องหรือแผนกต่างๆ ฯลฯ 3.10 ระบบการติดต่อสื่อสาร(Communication) เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานได้รับข่าวสารฉุกเฉินโดยทันที อาทิ ระบบเสียงตามสาย ,หอกระจายข่าว,ระบบ |