|
|
ลำดับที่3 บทที่ 1 มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS Certified โดย สมาคมฯ FARA |
|
|
ตัวอย่าง ปัญหาและความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย
1. เจ้าหน้าที่หน่วยงานและประชาชนผู้มารับบริการ ไม่มีความรู้เรื่องอัคคีภัย การป้องกันอัคคีภัย และการระงับอัคคีภัย 2. โครงสร้างอาคาร และสภาพแวดล้อมไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ 3. ขาดอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการระงับอัคคีภัยและการช่วยชีวิต เมื่อเกิดอัคคีภัย 4. ขาดการพัฒนาระเบียบวินัย และการสร้างจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่และประชาชนให้ตระหนักในเรื่องความปลอดภัยอย่างแท้จริง 5. องค์การต่างๆไม่มีมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยที่มีระบบ เป็นรูปธรรมอย่างสากล
วิธีดำเนินงาน เพื่อให้ได้มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย
(1).จัดคนรับผิดชอบ หน่วยงานต้องแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นทางการ โดยคำสั่ง จากผู้บริหารสูงสุดขององค์การเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อจัดทำ แผนแม่บทในการป้องกันและระงับอัคคีภัย(ธรรมนูญความปลอดภัย) ซึ่งควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัยจากภายนอก (ที่เป็นสมาชิก หรือใช้มาตรฐาน NFPA National Fire Protection Association , USA.) เข้าร่วมในคณะทำงานนี้ด้วย เพื่อให้แผน สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อาจเชิญได้จากสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA , หน่วยดับเพลิงของ กรุงเทพมหานคร และหน่วยดับเพลิงของท้องถิ่น ฯลฯ หลักสำคัญในการบริหารบุคลากร คือ ต้องตั้งเป้าหมายให้คนในองค์การสามารถดำเนินการเองได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง และมีนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง โดยสมาคมฯ FARA ได้กำหนด วิสัยทัศน์-พันธกิจ ให้กับองค์การที่ต้องการพัฒนามาตรฐาน คือ
ทำได้เมื่อภัยมา มีความรู้ มีความพร้อม ฝึกซ้อมเสมอ รู้ปัญหาเพื่อแก้ไข สำรวจค้นหาความเสี่ยง ประเมิน และร่วมกันแก้ไข เป็นขวัญกำลังใจ เอื้อเฟื้อ อาทร ใส่ใจ และเอาใจใส่ผู้ร่วมงาน เพื่อให้รักสามัคคี ทุกเป้าหมายต้องก่อให้เกิดความรัก และเกื้อกูลกันตลอดไป
(2).ตรวจสอบงบประมาณ ควรตรวจสอบงบประมาณที่มีอยู่แล้ว หรือคาดว่าจะมีเพิ่มเติมมาในอนาคต เพื่อจะได้เลือกแผนการทำงานที่เหมาะสมได้โดย ทันที เช่น 2.1 ถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอ ให้จัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานโดยทันที แล้วจัดการฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ ให้รู้และเข้าใจวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านั้น พร้อมกำหนดบทบาทบุคคลากรเพื่อทำการบริหารแผนป้องกันอัคคีภัยอย่าง สมบูรณ์ 2.2 มีงบประมาณปานกลาง ก็ให้จัดซื้ออุปกรณ์เท่าที่จำเป็น และตั้งงบประมาณผูกพันระยะกลาง (ภายใน 3-5 ปี)สำหรับ จัดซื้ออุปกรณ์ที่เหลือ แต่ต้องใช้งบประมาณบางส่วนที่มีนั้น จัดการฝึกอบรมบุคลากร พึงระลึกเสมอว่า “คนนำเครื่อง” คนมีความรู้ สามารถปฏิบัติได้ดีกว่าคนมีเครื่องมือมากมาย แต่ใช้ไม่เป็น 2.3 มีงบประมาณน้อย ก็ควรใช้ไปในการพัฒนาบุคลากรเป็นลำดับแรก โดยจัดให้มีการฝึกอบรม พร้อมกับทำการรณรงค์ ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์การป้องกัน ระงับอัคคีภัย เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงาน สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วให้เกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด และเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัตเมื่อเกิดเหตฉุกเฉิน โดยกำหนดตารางการปฏิบัติเป็นทางการ
(3).ตรวจอาคารสถานที่ สำรวจอาคารในหน่วยงานทั้งหมด โดยคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัยจาก ภายนอก แล้วปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ดังรายการต่อไปนี้ :
3.1 หาพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือภยันตรายต่างๆ แล้วกำหนดแผนการแก้ไขเป็นรูปธรรม อย่างสม่ำเสมอ 3.2 จัดตั้งกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงตามความ เหมาะสม 3.3 หาจุดรวมพล(Assembly Area)ที่สามารถรองรับการอพยพได้อย่างเหมาะสม (ไม่น้อยกว่าสองจุด แต่ไม่เกินสี่) หากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงบำรุงรักษา 3.4 หาเส้นทางอพยพหนีไฟทั้งบุคคล และทรัพย์สิน จากทุกๆจุดของโรงพยาบาล แล้วจัดทำแผนผังเพื่อประชาสัมพันธ์ 3.5 หาเส้นทางการจราจรในโรงพยาบาล โดยมุ่งเน้นให้สามารถใช้ได้เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจะต้องกำหนดทิศทาง การจราจร, บริเวณที่จอดรถดับเพลิง, รถบันได ฯลฯ , จำนวนประตูรั้วทางเข้า-ออก และประตูฉุกเฉิน หากทางเข้า-ออก ใช้ไม่ได้ เป็นต้น 3.6 จุดติดตั้งอุปกรณ์ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสถานที่และงบประมาณ เช่น เครื่องตรวจจับควัน และความร้อน(Smoke / Heat Detectors) ,สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ( Fire Alarm), หัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ ( Sprinkler ), แผงควบคุมระบบเตือนภัย( Fire Control Panel ) , ไฟฉุกเฉิน ( Emergencylight ) สามารถใช้งาน ได้หรือไม่ ฯลฯ 3.7 จุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ทั้งเพลิงไหม้เบื้องต้น คือถังดับเพลิง(Portable Fire Extinguisher) และเพลิงไหม้ขั้น รุนแรง (ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง) แหล่งเก็บน้ำสำรอง,ปั้มน้ำดับเพลิง (ดูรายละเอียดในข้อ 1 เกณท์ขั้นต้นฯ) 3.8 จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่นๆ อาทิ รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device )เพื่อช่วยชีวิตคนติดไฟในอาคารสูง , ท่อผ้าหนีไฟ ( Chute ) , เครื่องช่วยหายใจ ( SCBA.)เบาะลมช่วยชีวิต ( Air Cushion ), ขวาน, ฆ้อนปอนด์,เชือก, เปลหาม, หน้ากากฉุกเฉิน,บันไดลิงที่เคลื่อนย้ายได้ฯลฯ 3.9 ป้ายสื่อความปลอดภัย (Safety Sign) และป้ายประชาสัมพันธ์ภยันตรายต่างๆ เช่น ป้ายทางออก(Exit), ป้าย ทางออกฉุกเฉิน (Emergency Exit) , ป้ายทางหนีไฟ (Fire Exit) , ป้ายจุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง , ป้ายจุดติด ตั้งสัญญาณ แจ้งเหตุฉุกเฉิน 3.10 ระบบการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานได้รับข่าวสารฉุกเฉินโดยทันที อาทิ ระบบเสียงตามสาย , หอกระจายข่าว , ระบบวิทยุสื่อสาร , ระบบโทรศัพท์ภายใน , ระบบโทรทัศน์วงจรปิด , โทรศัพท์มือถือ , รถกระจายเสียง หรือแม้แต่เครื่องขยายเสียงที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น สำรวจว่า มีจำนวนเท่าใด เพียงพอหรือไม่ เนื่องจากภาวะฉุกเฉินจะ ได้รับการตอบสนอง อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ด้วยระบบการสื่อสารนี้
(4).ตรวจอีกทีแผนเดิม ทุกหน่วยงาน จะต้องมีแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยอยู่แล้วอย่างแน่นอน แต่อาจไม่ได้นำมาปฏิบัติ หรือ แผนฯนั้นอาจไม่ สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันที่ทุกองค์การกำลังมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายแห่งการเป็นหน่วยงานคุณภาพ ดังนั้น จึงควรนำแผนฯเดิมมาวิเคราะห์ และหาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็น รูปธรรม นำมาปฏิบัติได้ทันที โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคน
(5).ทำเสริมแผนใหม่ การจัดทำแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยในองค์การขึ้นใหม่นั้น ควรใช้แนวคิดการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ซึ่งกำหนดโดยสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล( พรพ. HA Thailand ) ประกอบกับความเหมาะสมของทรัพยากร ในหน่วยงานและประชาคมเครือข่าย โดยมีกระบวนการ คือ 1. วางระบบ (Policy / Guideline ) 2. ทำตามระบบ ( Implement the Guideline ) 3. วัดผล / ทบทวน / ตรวจสอบ ( Monitor / Review ) 4. ปรับปรุงระบบ ( PDCA , CQI , Innovation )
ซึ่งจะต้องมีการประเมินผลด้วยตนเองตลอดเวลา เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย คือ พร้อมรับการประเมิน และรับรองโดย องค์กรภายนอก ที่เกี่ยวข้อง ในรายละเอียดของแผนฯ ควรครอบคลุมถึงผู้รับผิดชอบ และกำหนดวัน-เวลาทำงานไว้ด้วยอย่างชัดเจน
(6).มุ่งทำไปให้ต่อเนื่อง (CQI Continuous Quality Improvement) ความล้มเหลวของโครงการ หรือแผนใดก็ตาม มักมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่การขาดความต่อเนื่อง ซึ่งมีพฤติกรรมหลักคือ “งด” , “เลื่อน” ,“แชเชือน” และ “บิดเบือนเป้าหมายเดิม” ดังนั้น หากหน่วยงานใดปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นองค์การ ปลอดอัคคีภัย อันเป็นองค์ประกอบสำคัญขององค์การที่มีมาตรฐานสากล. ก็ควรหาลู่ทางปฏิบัติให้แผนฯ ที่วางไว้อย่างดีแล้วนั้น ดำรงและดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป เฉกเช่นเดียวกับ “ การหายใจของมนุษย์ ที่หยุดเมื่อใด คือตายเมื่อนั้น ” |
|
เกณท์ขั้นต้นสู่มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS (Fire Safety) Certified
1 ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้นจนถึงขั้นปานกลางอย่างถูกต้อง
1.1 ติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Portable Fire Exinguisher)แต่ละประเภท ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และวัตถุเชื้อเพลิง เช่น ในห้องที่ต้องการความสะอาด ห้ามใช้เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งเป็น อันขาด อาทิ ห้องผ่าตัด (OR) ห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ห้องฉุกเฉิน (ER) ห้องอื่น ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศฯลฯ ให้ใช้ เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือน้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มีสารพษ CFC และใช่น้ำหรือโฟม ในบริเวณที่ เชื้อเพลิงมีลักษณะเป็นของแข็งเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ยาง ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติค ฯลฯ 1.2 จำนวนเครื่องดับเพลิงซึ่งมีประสิทธิภาพในการดับเพลิง ไม่ต่ำกว่า 6A-10B ไม่น้อยกว่า 1 เครื่องต่อพื้นที่ 200 ตารางเมตร 1.3 จำนวนเครื่องดับเพลิงไม่น้อยกว่า 1 เครื่อง ต่อระยะห่างไม่เกิน 20 เมตร 1.4 ห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงสูงจากพื้น (วัดถึงส่วนสูงสุดของเครื่องฯ) เกินกว่า 140 ซ.ม. สำหรับเครื่องที่มีน้ำหนักเบา (ไม่เกิน 10 กิโลกรัม) และห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงขนาดหนัก(เกิน 10 กิโลกรัม) สูงกว่า 90 ซม. โดยเฉพาะ เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายๆประเทศนิยมตั้งเครื่องดับเพลิงไว้บนพื้น เพื่อให้สามารถหยิบใช้ ได้โดยสะดวกทุกคน 1.5 ต้องมีระบบดับเพลิงเพื่อรองรับอัคคีภัยขั้นปานกลาง ถึงขั้นรุนแรง อาทิ ม้วนสายยางฉีดดับเพลิง (FireHose Reel ) , สายฉีดดับเพลิงแบบแขวน (Fire Hose Rack) และม้วนสายผ้าใบดับเพลิง (Fire Delivery Hose) เป็นต้น พร้อมทั้ง มีแหล่งเก็บน้ำดับเพลิง (Water Tank) ,เครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump) , ท่อทางจ่ายน้ำดับเพลิง (Fire Hydrant) , ท่อรับน้ำดับเพลิง ( Inlet Valve)
2 มีป้ายสื่อความปลอดภัย ( Safety Sign )
ต้องจัดให้มีเพียงพอ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทุกมุม ในระยะไกล ทั้งเวลากลางวัน และกลางคืน ส่วนใหญ่คือป้าย 3 มิติ แบบเรืองแสง 2.1 ป้ายบอกทางหนีไฟ ( Fire Exit ) ใช้เฉพาะช่องทางหนีไฟเท่านั้น 2.2 ป้ายทางออกฉุกเฉิน ( Emergency Exit ) ที่จัดเตรียมไว้ แม้จะเป็นหน้าต่าง 2.3 ป้ายทางเข้า-ออก ( Entrance - Exit ) 2.4 ป้ายบอกจุดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน-ระงับอัคคีภัย และอุปกรณ์เตือนภัยต่าง อาทิ เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Fire Extinguisher),ตู้เก็บสายส่งน้ำดับเพลิง (Fire Hose Cabinet) , จุดเปิดสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) , จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ เช่น รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device ) ฯลฯ 2.5 ป้ายบอกชื่อห้อง หรือช่องทางต่างๆ ทุกช่อง ทุกประตู รวมทั้งทางตัน , บริเวณอันตราย, ป้ายจุดรวมพล,ป้าย กองบัญชาการแผนฉุกเฉิน , ป้ายพื้นที่ปลอดภัยของแผนก 2.6 ป้ายระบุ “ห้ามใช้ลิฟท์ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้” ติดไว้นอกลิฟท์ ทุกๆ โถงเข้าลิฟท์ 2.7 ป้ายบอกความรุนแรงของสารไวไฟ, สารเคมี, สารกัมมันตรังสี, วัตถุมีพิษ ฯลฯ 2.8 ป้ายกฏระเบียบ ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ ป้ายจราจร, ป้านรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัย ฯลฯ
ป้ายต่างๆเหล่านี้ จะต้องสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล หลายมุมมอง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
3 มีแผนฉุกเฉินและเคยปฏิบัติตามแผนแล้ว ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับ 3.1 แผนกำหนดบุคลากรและหน้าที่ตามแผนฉุกเฉิน ( ดูรายละเอียดในข้อ 7.3 บทที่ 7 ) 3.2 ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน ( ดูรายละเอียดในข้อ 7.4 บทที่ 7 ) 3.3 สถานการณ์สมมุติ 3.4 มีรายงานการประเมินผลการฝึกซ้อม แผนฉุกเฉิน ทั้งเอกสารภาพถ่าย และวีดิโอ |
|
มาตรฐานโรงพยาบาลคุณภาพตามเกณท์ของ HA. โดย พรพ.
มาตรฐาน HA และเกณท์พิจารณาฉบับบูรณาการภาพรวม ระดับโรงพยาบาลแบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 หมวด ดังนี้ หมวดที่ 1 ความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพ หมวดที่ 2 ทรัพยากรและการจัดการทรัพยากร หมวดที่ 3 กระบวนการคุณภาพ หมวดที่ 4 การรักษามาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ หมวดที่ 5 สิทธิผู้ป่วยและจริยธรรมองค์กร หมวดที่ 6 การดูแลรักษาผู้ป่วย
หมวดที่ 2. ทรัพยากรและการจัดการทรัพยากร ยังได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท คือ บทที่ 1 การบริหารทรัพยากรและประสานบริการ บทที่ 2 การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล บทที่ 3 การบริหารสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย บทที่ 4 เครื่องมือและการจัดการเกี่ยวกับเครื่องมือ บทที่ 5 ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล
บทที่ 3. การบริหารสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย มีมาตรฐาน 4 ข้อดังนี้ ENV. 1 โครงสร้างกายภาพและสิ่งแวดล้อม ENV. 2 การกำจัดของเสีย ENV. 3 การป้องกันอัคคีภัย ENV. 4 การจัดการด้านความปลอดภัย
ENV. 1 โครงสร้างกายภาพและสิ่งแวดล้อม (จากหนังสือมาตรฐานโรงพยาบาลฉบับกาญจนาภิเษก พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า ENV-5) ENV. 3 การป้องกันอัคคีภัย โรงพยาบาลได้รับการก่อสร้าง จัดเตรียมเครื่องมือ ดำเนินงาน และบำรุงรักษา เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหาย จากอัคคีภัย ENV.3.1 มีนโยบายด้านการป้องกันอัคคีภัยของโรงพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งผู้บริหารสูงสุดรับรอง ENV.3.2 มีผู้รับผิดชอบในการป้องกันอัคคีภัย ENV.3.3 การก่อสร้างและการต่อเติมอาคารเป็นไปตามข้อกำหนดของ พรบ. ควบคุมอาคารด้านการป้องกันอัคคีภัย ENV.3.4 มีการตรวจสอบและปรับปรุง เพื่อป้องกันอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ ENV.3.5 มีเครื่องมือและระบบป้องกันอัคคีภัยที่เหมาะสม ENV.3.6 มีทางหนีไฟจากส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ซึ่งสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดอัคคีภัย ENV.3.7 มีการแสดงวิธีปฏิบัติ เมื่อเกิดอัคคีภัยและวิธีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ให้เห็นชัดเจนทั่วทั้งโรงพยาบาล ENV.3.8 มีการฝึกซ้อมวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ
ขยายความ ผู้รับผิดชอบในการป้องกันอัคคีภัย (ENV3.2) - ผู้บริหารสูงสุด รับผิดชอบในการปฏิบัติตาม พรบ. ควบคุมอาคาร เพื่อป้องกันอัคคีภัยในทุก ๆ จุดของโรงพยาบาล มีการแต่งตั้งผู้มีคุณวุฒิและประสบการณ์ เป็นผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันอัคคีภัย - มีระบบให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคน ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยจากอัคคีภัย ตามระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องการตรวจสอบและปรับปรุง เพื่อป้องกันอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ (ENV.3.4) - มีการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอัคคีภัย โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ตามกำหนดเวลาและ เมื่อมีการปรับปรุง ดัดแปลงอาคาร - มีการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านอัคคีภัย และบันทึก หรือ รายงานเป็น ลายลักษณ์อักษร - มีการประเมินภาวะเสี่ยงจากอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้รับผิดชอบของโรงพยาบาล - มีการลดปริมาณการเก็บวัสดุไวไฟ ให้เหลือน้อยที่สุดและเก็บในบริเวณที่กำหนด - มีการตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดที่นำมาใช้ในโรงพยาบาล - เครื่องมือและระบบป้องกันอัคคีภัยที่เหมาะสม (ENV.3.5) - มีการจัดหาเครื่องมือดับเพลิงที่เหมาะสมและเพียงพอ เช่น เครื่องดับเพลิง ชุดผจญเพลิง ท่อ ทางจ่ายน้ำ สายส่ง น้ำดับเพลิง หัวฉีดดับเพลิง ซึ่งมีแรงดันในท่อส่งน้ำไม่ต่ำกว่า 250 ปอนด์ - มีการติดตั้งเครื่องมือ และวางระบบเกี่ยวกับอัคคีภัยไว้อย่างเหมาะสม ตามประเภทของอัคคีภัย อันอาจเกิดขึ้นใน แต่ละพื้นที่ โดยให้ความสนใจต่อบริเวณที่มีอันตราย ได้แก่ - บริเวณที่จัดไว้ให้สูบบุหรี่ - ห้องช่าง / ห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า - ห้องไฟฟ้า รวมทั้งระบบพิเศษสำหรับการติดตั้งกระแสไฟฟ้าแรงสูง - คลังเก็บน้ำมันและก๊าซ - ห้องเก็บเวชระเบียน - เตาเผาขยะ - ห้องครัว - ห้องปฏิบัติการชันสูตร - บริเวณห้องซักฟอก - ห้องช่างซ่อมบำรุง - ห้องยา - บริเวณที่เก็บรวบรวมขยะ - ห้องหรือบริเวณที่ใช้สำหรับการเก็บอุปกรณ์และเครื่องมือไวไฟ - ร้านค้า - ห้องรักษาพยาบาล และบริเวณเตียงผู้ป่วยที่ใช้ออกซิเจน - มีหลักฐานการทดสอบ / บำรุงรักษาเครื่องมือ และระบบป้องกันอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้มี ความรู้ความสามารถ - ไม่มีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเครื่องมือดับเพลิงไปใช้ - มีป้ายแสดงตำแหน่งของเครื่องดับเพลิงชนิดเคมีแห้งชัดเจน ทางหนีไฟจากส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ซึ่งสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดอัคคีภัย (ENV.3.6) - เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายควบคุมอาคาร - ทางหนีไฟกว้างเพียงพอสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ - ทางหนีไฟไม่มีสิ่งกีดขวาง - ไม่มีการเก็บวัสดุไวไฟไว้บริเวณทางหนีไฟ - มีป้ายทางออกหนีไฟแสดงไว้ชัดเจน - ห้องผู้ป่วยและประตูทางออกสู่ทางหนีไฟ ต้องเปิดตลอดเวลา - มีคำแนะนำรายละเอียด เรื่องการใช้ทางหนีไฟ การฝึกซ้อมวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ (ENV.3.8) - มีการซ้อมดับเพลิงอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้สภาวะการณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งกลางวันและ กลางคืน - มีการฝึกซ้อมติดต่อ / ประสานงาน กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านอัคคีภัยในพื้นที่ กรณี เกิดอัคคีภัย - มีการประเมินผลการจัดซ้อม จัดทำรายงาน บันทึกรายชื่อผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมดับเพลิง - เจ้าหน้าที่ทุกคนได้รับการฝึกอบรมแนวทางปฏิบัติด้านอัคคีภัยทุกปี รวมทั้งการแจ้งสัญญาณอัคคีภัย การใช้เครื่องมือ ดับเพลิงวิธีการ / เส้นทางเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และทราบว่าควรทำการเคลื่อนย้ายเมื่อใด อย่างไร |
|
1.3 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (อย่างย่อ) พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2542
หมวด 2 การระงับอัคคีภัย มาตรา 15 ให้ผู้อำนวยการดับเพลิงประจำท้องถิ่น เจ้าพนักงานท้องถิ่น พนักงานดับเพลิง และเจ้าพนักงานตำรวจมี หน้าที่ระงับอัคคีภัย โดยให้ติดเครื่องหมายและให้แสดงบัตรประจำตัวเมื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องร้องขอ
มาตรา 23 ผู้ใดพบเพลิงเริ่มไหม้ให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาอาคารหรือ สถานที่ที่เป็นต้นเพลิง เพื่อทำการดับเพลิง ถ้าไม่ปรากฏตัวบุคคลดังกล่าว และเพลิงนั้นที่อยู่ในสภาพที่ตนสามารถดับได้ ก็ให้ทำการดับเพลิงนั้นทันที ถ้าเพลิงนั้นอยู่ในสภาพที่ตนไม่สามารถดับได้ ให้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตามมาตรา 15 ทราบโดยด่วน
หมวด 4 บทกำหนดโทษ มาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มาตรา 35 ผู้ใดแจ้งเหตุหรือให้อาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้อันเป็นเท็จต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ
ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 36 ผู้ใดไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำลาย เคลื่อนย้าย กีดขวาง หรือทำให้เกิดอุปสรรคต่อการใช้ อาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เครื่องดับเพลิงหรือท่อส่งน้ำดับเพลิง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับ ไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน ห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง
“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล หมายความว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล “ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับค่าจ้างด้วยตนเองหรือไม่ก็ตาม
หมวด 3 การดับเพลิง ข้อ 16 การใช้เครื่องมือดับเพลิงแบบมือถือนายจ้างต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (2) ให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องดับเพลิงตามชนิด จำนวน และให้ทำการติดตั้งดังต่อไปนี้ ง. เครื่องดับเพลิงแบบมือถือทุกเครื่องต้องมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต้องมีขนาดที่มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า หนึ่งเมตรห้าสิบเซนติเมตร (3) ข้อปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ค. เครื่องดับเพลิงแต่ละเครื่องมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบกิโลกรัม ติดตั้งสูงจากพื้นที่ทำงานไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตร แต่ไม่เกิน หนึ่งเมตรสี่สิบเซนติเมตร ข้อ 19 ให้นายจ้างปฏิบัติเกี่ยวกับอุปกรณ์ดับเพลิงดังต่อไปนี้ (3) จัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นจากหน่วยงานที่ทางราชการกำหนด หรือยอมรับไม่น้อยกว่า ร้อยละสี่สิบของจำนวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถานประกอบการ ข้อ 20 ให้นายจ้างจัดลูกจ้างเพื่อทำหน้าที่ดับเพลิงโดยเฉพาะอยู่ตลอดเวลาที่มีการทำงาน ข้อ 21 ให้นายจ้างจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ใช้ในการดับเพลิงและการฝึกซ้อมดับเพลิงโดยเฉพาะ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ถุงมือ หมวก หน้ากากป้องกันความร้อน หรือควันพิษ เป็นต้น ไว้ให้ลูกจ้างใช้ในการดับเพลิง
หมวด 8 ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และการฝึกซ้อมดับเพลิง ข้อ 33 ให้นายจ้างจัดให้มีระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ในสถานประกอบการโดยให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ (1) สถานประกอบการตั้งแต่สองชั้นขึ้นไปต้องติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ชนิดเปล่งเสียงให้ลูกจ้างที่ทำงานภายในอาคารได้ยินอย่างทั่วถึง โดยมีระดับความดังของเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยเดซิเบล (เอ) วัดห่างจากจุดกำเนิดของเสียง หนึ่งเมตรโดยรอบ |
INDEX
<<
[1] [2]
[3] [4]
[5] [6]
[7] [8]
[9] [10]
[11] [12]
>> ![]()