กระแสพระราชดำรัส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

4 ธันวาคม 2549

 

'ในหลวง'ทรงให้กำลังใจ ชมรัฐบาลคนแก่ผ่านงานได้เปรียบ

เตือนประชาชนต้องช่วยชาติ

 

กระเเสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ "ผู้ใหญ่" ในพระองค์ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในพระชนมพรรษา 84 พรรษา ทรงชมเชยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีหลักเกณฑ์ รับสั่งเตือนประชาชนร่วมออกกำลังกายและกำลังใจให้ชาติบ้านเมือง อย่าโยนภาระให้รัฐบาลฝ่ายเดียว พระราชทานกำลังใจคณะรัฐบาลว่าความสูงอายุและประสบการณ์เป็นสิ่งที่ได้เปรียบในการทำงาน อีกทั้งไม่มีความต้องการของตัวเอง จึงไม่มีความโลภช่วยส่วนรวมก้าวหน้าได้ แต่คนแก่ที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ทำให้บ้านเมืองล่มจมได้ ซึ่งผู้ทำงานด้วยความตั้งใจดี ไม่ทำเพื่อประโยชน์ของตัว เป็นของมีค่า พระราชประสงค์ให้ทุกคนรู้หน้าที่ ทำตามหน้าที่ ทรงเชื่อว่าการทำงานด้วยความถูกต้องซื่อสัตย์สุจริต ทำให้บ้านเมืองผ่านอันตรายได้ รับสั่งถึงปัญหาน้ำท่วมทั้งที่น้ำลงมาน้อยกว่าปี 2538 ว่าเป็นเพราะบริหารน้ำไม่ดี พระราชทานแนวทางแก้ไขว่าต้องปล่อย-กัก น้ำให้ถูกจังหวะน้ำขึ้น-ลง ซึ่งหากผู้เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติน้ำจะไม่ท่วมในช่วงปีใหม่

วันที่ 4 ธ.ค. เมื่อเวลาประมาณ  16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่าง ๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2549
 
คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ประกอบด้วย คณะองคมนตรีและภริยา คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส รวมถึงคณะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคู่สมรส คณะกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา คณะข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและภริยา คณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมภริยา และคณะผู้แทนสมาคมแม่บ้านกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ คณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง และภริยา รวมถึงคณะบุคคลตัวแทนขององค์กร มูลนิธิ และกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 23,522 คน 693 กลุ่ม
 
ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลในนามของคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ความว่า
 
"ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พล.อ.  สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในนามของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ปวงข้าพระพุทธเจ้าเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในมหามงคลสมัยวันคล้ายวันพระราชสมภพได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ในวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้
 
นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อพุทธศักราช 2489 ตราบจนปัจจุบัน เป็นเวลาถึง 60 ปีแล้ว เป็นที่ประจักษ์ว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงรักและห่วงใยพสกนิกรยิ่งกว่าพระองค์เอง ทรงมีความผูกพันใกล้ชิดกับราษฎร ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อขจัดทุกข์ผดุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ โดยมิได้ทรงย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบากตรากตรำพระวรกาย ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรง  พระกรุณาอุทิศเวลา กำลังพระวรกาย กำลังพระปัญญา และกำลังพระราชทรัพย์ เพื่อแก้ไขปัญหาของราษฎร เป็นเวลาอันยาวนานนับได้ถึง 60 ปี ซึ่งพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นใดในโลก มิอาจเทียบเทียมได้
 
ภาพที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร ภาพที่มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎร และภาพที่กำลังพระราชทานพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นต่าง ๆ โดยมีพระเสโทหยาดย้อยอยู่บนพระพักตร์ คือ ภาพที่ปวงชนชาวไทยได้เห็นอยู่สม่ำเสมอ ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายพันโครงการ ล้วนเป็นคุณูปการ แก่การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตของพสกนิกร โดยเฉพาะราษฎรในชนบทที่ยากจนขาดแคลน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และศูนย์ศึกษาการพัฒนา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ก่อตั้งขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นประดุจพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ล้วนได้สร้างความหวังและชีวิตใหม่ โดยประ สิทธิ์ประสาทความรู้ในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตที่เหมาะสม เสริมสร้างและปรับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักร แม้เมื่อสถานการณ์ของบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤติ คับขัน ด้วยเดชะพระบารมี และด้วยพระปรีชาญาณอันล้ำเลิศ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทก็ทรงสามารถขจัดปัดเป่าให้ปัญหาคลี่คลาย สิ้นสุดยุติลงได้ด้วยดีทุกครั้ง
 
พระบรมเดชานุภาพ และพระบุญญาบารมีของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ดับไฟร้อนในแผ่นดินหลายครั้งหลายครา ทรงนำความผาสุกสู่บ้านเมืองและปวงชน พระปรีชาญาณในศาสตร์และศิลป์ต่าง ๆ และการทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง ได้ทำให้เมล็ดผลแห่งพระราชดำริงอกงามและเจริญทั่วถ้วน ล้วนเป็นคุณประโยชน์อย่างยั่งยืน อเนกอนันต์ต่ออาณาประชาราษฎร์ และพระราชอาณาจักร พระวิริยะอุตสาหะในการค้นคิดทดลอง ตามแนวพระราชดำริอันหลากหลาย ได้ส่งผลให้แผ่นดินอันแห้งแล้ง กลับกลายเป็นแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ นำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขของราษฎรโดยถ้วนหน้า ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจปวงประชา ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ แกล้วกล้า นำสยามรัฐสีมาอาณาจักรให้มีความรุ่งเรืองสถาพร
 
บัดนี้ กาลเวลาจะล่วงเลยมานานนับ 60 ปีแล้ว แต่ยิ่งนานวัน นานปี ใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาท ยิ่งเพิ่มพูนความรักและความเมตตา กรุณาเอื้ออาทรอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากด้วยสาเหตุนานาประการ และได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์อย่างทันท่วงที อาทิ เมื่อราษฎรประสบอุทกภัย น้ำเหนือไหลบ่า ไร่นาบ้านเรือน ผลผลิต และทรัพย์สิน จมอยู่ใต้น้ำ ได้รับความเสียหายเดือดร้อนแสนสาหัส ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้พระราชทานถุงยังชีพ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯไปทรงเยี่ยม สร้างขวัญและกำลังใจแก่ราษฎรที่ประสบความเดือดร้อน และพระราชทานพระราชดำริแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป
 
น้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณาที่พระราชทานแก่ประชาชนทั่วทุกทิศานุทิศ ได้เสริมสร้างกำลังใจให้ราษฎร พร้อมที่จะต่อสู้กับความยากลำบากโดยไม่ย่อท้อ และก่อให้เกิดความจงรักภักดีด้วยความสำนึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า พระเกียรติคุณของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้แผ่ไพศาลไปทั่วหล้า ดังปรากฏว่า องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวายปริญญาและรางวัลต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ดังเช่น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พุทธศักราช 2549 นี้ องค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ที่ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยตลอดมา
 
นอกจากนี้ นิตยสารไทม์ เอเชีย ก็ได้เทิดทูนพระเกียรติคุณใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งเอเชีย สาขาผู้เป็นแรงบันดาลใจ ทรงสามารถใช้ทศพิธราชธรรม นำชาติพ้นวิกฤติภัยหลายครั้ง ซึ่งพสกนิกรทั้งปวงต่างปลาบปลื้มปีติ เทิดทูนพระเกียรติคุณไว้เหนือเกล้าฯ
 
เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา ศกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดประทานพรแด่     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพรั่งพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน พระเกียรติคุณแผ่ไพศาลทั่วทุกทิศานุทิศ ทรงสถิตเป็นร่มฉัตรปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า และปวงชนชาวไทย ตราบจิรัฐิติกาล เทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
 
เวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบ ความว่า
 
"ขอบใจที่ท่านทั้งหลายมาให้พรในวันนี้ เหมือนที่นายกฯได้กล่าวคำให้พร ซึ่งนับว่าเป็นคำให้พรที่ให้กำลังใจ ต้องมีกำลังใจอีกอย่าง เมื่อครู่ไม่ได้ลุกขึ้น เพราะว่ากำลังใจมี แต่กำลังกายไม่มี ฉะนั้นจึงไม่ลุกขึ้น ถ้าลุกขึ้นก็เสียกำลังกายเปล่า ๆ แต่ท่านก็เข้าใจ ที่ว่าอย่างนี้ เพราะว่าจะต้องรักษากำลังกายไว้ให้ดี ซึ่งกำลังกายไม่ค่อยดี เพราะเหตุว่าการออกกำลังนี้เกินควรกว่าที่จะมีกำลัง ก็เลยต้องประหยัดกำลัง แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้ามีกำลังกายไหวก็คงเข้าใจว่ายังมีประโยชน์ เพราะว่าชาติบ้านเมืองต้องใช้กำลังกาย กำลังจิตใจด้วย อย่างที่ท่านนายกฯ ต้องออกกำลังกาย และกำลังจิตใจคนก่อเหตุดังนั้นว่าได้ประโยชน์ ก็เลยต้องอธิบายนิดหน่อย
 
แต่การที่มีกำลังใจ กำลังใจกายที่จะต้องให้ทุกคนไปร่วมกันช่วยกันร่วมกันออกกำลังกายกำลังใจ เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นอันตรายได้ คนก็เอะอะอย่างนี้ก็โยนให้รัฐบาลต้องทำ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ค่อยมีกำลัง เพราะว่ารัฐบาลนี้แก่มาก ก็ความจริงความแก่นี้เป็นกำลัง ข้าพเจ้ายังไม่ถึง 78 79 ยังเพียง 78 พรุ่งนี้ถึงจะเป็น 79 แล้วก็ยังไม่ถึง 80 เอะอะอะไรก็บอกว่า 80-80 พรุ่งนี้ก็เข้าอายุ 80 ท่านที่กำลังมากแล้วนั่นเขา นายกฯก็ยังไม่ 80 นายกฯก็มีกำลังมาก แต่ข้าพเจ้าอีกไม่กี่วันก็จะเข้าปีที่ 80 ในปีที่ 80 นี่นับว่าอายุมาก แล้วก็ความจริง คนที่อายุ 80 ถือว่ามีกำลังอีกเยอะ ปฏิบัติงานได้อีกแยะ ไม่ใช่ ไม่ใช่น้อย ฉะนั้นที่พูด ก็เริ่มต้นดูท่าทางเหมือนว่าน้อยใจอยู่มาก 
 
แต่ว่าถ้าอายุมากขึ้น ก็เป็นประโยชน์ ได้เปรียบ คนไหนที่อายุน้อย ๆ เสียเปรียบ ถ้าไม่มีความรู้  เรียกว่าคนที่อายุน้อย ๆ หรือคนที่เพิ่งเริ่ม เป็นคนไม่ ไม่มีความสามารถ ฉะนั้นคนที่อายุ มาก ๆ เป็นคนที่ได้เปรียบ เพราะว่าถ้าให้พูดคุณสมบัติคนที่มีอายุ และคนมีประสบการณ์ ก็ต้องถือว่าเป็นคนที่ได้เปรียบ แล้วก็คนที่อายุน้อยอาจจะดูถูกคนที่อายุมาก เพราะมีปมด้อยนั่นเอง คนที่อายุน้อย ๆ ถือว่าไม่มีความสามารถ เลยต้องดูถูกคนที่อายุมาก แต่ก็ขอบอกว่าคนที่อายุมากถ้ารักษาความดี รักษาคุณสมบัติ คุณธรรม ก็ได้เปรียบคนที่อายุน้อย และในประเทศชาติถ้ามีคนที่อายุมากและได้เปรียบ ถ้ามีแต่คนเก่ง ๆ วิ่งหนี จะถือว่าไม่ก้าวหน้า ชาติบ้านเมืองไม่ก้าวหน้า จะต้องนึก
 
พูดดังนี้ให้ท่านผู้ใหญ่ก็อาจจะบอกว่ามีแต่คนที่อายุมากมีประโยชน์ แต่ก็ที่อายุมาก แต่ว่าไม่ใช้ความได้เปรียบของความมีอายุมากนั้นก็เป็นเด็กเยาว์ในความคิดและอันตรายมาก เขามีข้อคิด เขาบอกว่าเขาแก่แล้วและน้อยใจว่าแก่ แล้วน้อยใจว่าแก่ คนอย่างนี้เป็นคนอายุน้อยไม่เป็นผู้ใหญ่ แล้วคนที่เป็นผู้ใหญ่ทำให้บ้านเมืองล่มจมได้ มัวแต่ไปน้อยใจว่าอายุมาก แก่แล้ว แล้วก็ไม่ใช้ความอายุมากเป็นประโยชน์น่าอนาถ ถ้ามัวแต่บอก ว่าเราแก่ แล้วก็น้อยใจว่าแก่ ไม่ดีแน่ เพราะว่าแสดงให้เห็นว่าแก่จริง ๆ หงำเงอะ เรียกว่าหงำเงอะ ที่บอกว่าตัวแก่ แล้วไม่ใช้ความแก่ ความชรา ความก้าวหน้าของจิตใจ
 
ที่พูดมาที่มีประสบการณ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและต่อส่วนรวม ถ้าคนที่อายุมากแล้วก็ใช้ความอายุมากเป็นประสบการณ์ คนมีประสบการณ์ช่วยคนได้มาก เพราะว่าคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ ทำให้บ้านเมืองล่มจมได้ เพราะว่าคนเชื่อว่าคนที่อายุมาก เหมือนกับเป็นคนหงำเงอะ เป็นคนไม่มีประสบการณ์ ก็เหมือนกับคนที่มีอายุมากมีประสบการณ์ จะมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหนแต่ก็มีประสบการณ์ แต่ยึดได้ว่าเล่าเรียนมามากหรือน้อย แต่ก็มีประสบการณ์ ประสบการณ์นี้ช่วยให้ส่วนรวมก้าวหน้าได้ ในระยะหลังนี้ดูว่าคนที่อยู่ไม่มีประสบการณ์ ได้แต่แก่ ได้ทำให้บ้านเมืองล่มจมไปเยอะเหมือนกัน
 
ฉะนั้นก็ขอให้คนที่ถูกคนเขาว่าว่าแก่ แต่ว่ามีประสบการณ์ แล้วมีประสบการณ์ที่ดี ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ขอให้พวกที่แก่นี่ได้มีความสำเร็จ ได้มีความสำเร็จในงานการ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่รู้สึกแก่บ้าง.....ไม่รู้ว่าอายุมากอายุน้อย ผู้คนรู้สึกว่าประสบความสำเร็จบ้าง เพราะว่าเขาบอกแก่ ตอนที่รัฐบาลได้มีการตั้งรัฐบาล ก็ตั้งมติโดยมีคนตั้งใจที่จะทำงาน ที่จะพยายาม ก็ไม่ทราบว่าได้ตั้งใจจริง ๆ หรือไม่ แต่ว่าคนแก่ที่ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นตำแหน่งใหญ่ ไม่ต้องการอะไรของตัว ไม่มีความโลภว่าจะต้องการตำแหน่ง แต่ว่าเห็นว่าต้องมีคนที่ตำแหน่ง พวกที่อายุมากก็ยอมรับเขาจะว่าแก่หงำก็ไม่ได้ว่า แต่พวกที่ได้มารับตำแหน่งรัฐบาลหรือตำแหน่งอื่น ๆ สำคัญ ๆ เพราะว่าได้ทำมามากแล้ว  ที่เขาว่าว่าแก่ แต่ท่านก็คงต้องถือว่าเป็นคำชมเชย ว่าแก่แล้ว น่าจะได้พักผ่อนได้ ไม่เอา เขาขอให้เป็นก็เป็น นี่เป็นสิ่งที่น่าชมเชย
 
แต่คนที่ว่าอาจจะเป็น อาจจะมาจากพวกอิจฉาก็ได้ ก็ช่างเขา หมายความว่าทำไม่ได้ คนที่รับเป็นเข้าใจ เข้าใจว่า ถ้าสมมุติว่าทำขึ้นมา แล้วก็ทำไม่ได้ ก็บอกว่าทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้เคยเป็น ไม่ได้เคยทำหน้าที่อย่างนี้ ก็จบ ทำเท่าที่ทำได้ แต่เชื่อว่าทำได้ เพราะว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์  ในวันที่มารับตำแหน่ง มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า มารับตำแหน่งในเวลาที่ ระยะที่เดือดร้อน ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่อยากพูดการเมือง การเมือง เบื่อแล้ว ไม่อยากพูด
 
แต่ว่าน้ำมันท่วม แล้วที่บอกว่าน้ำท่วม เพราะว่าน้ำมันลงมามาก แล้ววันนั้นก็บอกว่า ความจริงไม่มากเท่าที่เคยรู้สึก ท่านรัฐมนตรีต่าง ๆทำหน้าเหรอว่าจริง น้ำมันน้อย น้ำไม่น้อย น้ำลงมา ฝนลงมา ไม่น้อย แต่ไม่มากเท่า  2-3 วันมานี้ คนที่เขารู้เรื่องน้ำ เขาบอก เออจริง ปีนี้ลงมาจากฟ้าน้อยกว่าปี 38 น้อยกว่าจริง ๆ แล้วก็ว่ามีประสบการณ์ จำได้ว่าน้ำในปี 38 มากจริง ๆ แต่น้ำมากเท่า ไม่น้อย ปีนี้ไม่มากเท่าปี 38 เพิ่งมาบอกว่า จริง ผู้เชี่ยวชาญผู้ที่มาดูเกี่ยวข้องกับน้ำลง น้ำน้อยกว่าปี 38 เราก็ดีใจ แต่ว่าปีนี้ร้ายแรงกว่า เพราะว่าบริหารน้ำไม่ดี คำว่าบริหารน้ำ หมายความว่าถึงเวลาจะปล่อยน้ำลงไป ถึงเวลาที่จะต้องกักน้ำไว้ ไม่ทำ ปีนี้ถ้ากักไว้หรือปล่อยใน เวลาที่ถูกหลักถูกจังหวะ ก็เชื่อว่าไม่ท่วมเท่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ยังไม่ช้าเกินไป 2-3 วันข้างหน้านี้ เป็นเวลาที่จะต้องบริหารน้ำให้ดีขึ้น
 
วันนี้นั่งรถ วิ่งผ่าน เห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ 2-3 วันข้างหน้า น้ำจะมากแค่ไหน น้ำจะขึ้นลงมากกว่าปี 38 แต่ว่าที่ดูในนี้ แก้ไขได้ คือบริหารน้ำให้ไม่ท่วมได้ เพราะว่าเรามีอุปกรณ์ที่สมัยใหม่ ที่จะทำให้น้ำลดลงไปหายไป ได้ดีกว่าปี 38 มีหลายแห่งที่จะทำได้ โดยเฉพาะที่แม่น้ำเจ้าพระยานี้เอง ตอนปลายแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงเวลาน้ำขึ้น ก็กั้นเอาไว้ไม่ให้น้ำมันขึ้นมาท่วม อันนี้พูดถึงโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ถึงเวลาปล่อยก็ปล่อยได้ และโดยเฉพาะแห่งเดียวที่มีอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว คือที่พระประแดง ที่มีอุปกรณ์เวลาน้ำขึ้นกักเอาไว้ แล้วเวลาน้ำลงปล่อยให้ลง คือที่คลองที่... คนแก่ จำไม่ได้แล้ว คือตรงได้ทำโครงการ จะปล่อยน้ำไปได้เวลาน้ำลง และก็เวลาน้ำขึ้นก็ปิดเอาไว้ ตรงนั้นน่ะ คลอง 600 เมตร ถ้าเปิดเหมือนกับทะลัก    เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าปิดน้ำจะอ้อมไปคลองเตย อ้อมไป
 
อันนี้วิธีที่จะบริหารน้ำให้ดี ก็ศึกษา ศึกษาว่าเวลาไหน น้ำกำลังขึ้นปล่อยให้ออกไป อ้อมไปคลองเตย เพราะว่าจะทำให้ตรงปลายน้ำก็ลง พอน้ำขึ้นเป็นเวลาและน้ำลงเป็นเวลา แต่ว่าเวลาน้ำขึ้นมีเวลากว่าเก่า ก็ในนี้เขียนเอาไว้ว่าก็ขึ้นเวลานั้นเวลานั้น สูงขึ้นวันละ 2 เมตร 2 เมตรกว่า เวลาน้ำลง น้ำก็ลงลงไป ทำให้เป็นจังหวะ ถ้าไม่ได้จังหวะ เปิดประตูน้ำผิดเวลาน้ำขึ้น มันก็จะทะลักเข้ามา เข้ามาทำให้ท่วมได้ น้ำอาจจะขึ้นสูงกว่า 2 เมตร น้ำขึ้นขึ้นสองเมตรเมตรยี่สิบ สองเมตรสามสิบ แต่ว่าถ้าเราปิดในเวลานั้น น้ำก็ไม่ทะลักเข้ามาในถนนในกรุงเทพฯ เวลาน้ำลงเราก็ปล่อย ก็หมายความว่าต้องทำให้ถูกต้อง และไม่ผิดเวลา ถ้าทำเป็นเวลาแล้ว น้ำไม่ท่วม เดี๋ยวนี้กรุงเทพฯก็ถูกท่วม แล้วถ้าไม่ทำอย่างถูกต้องถูกเวลา ถ้าฝนตกมาด้วย เดี๋ยวนี้ไม่น่าฝนตก แต่ว่าฝนตกน้ำท่วม ถ้าน้ำท่วมรถแล่นไปก็จมน้ำ
 
ฉะนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ ไม่ทำ แต่ตอนนี้เขาจะทำ เรามาบอกเขา เพราะเขาทำให้ปล่อยน้ำเวลาน้ำมันลง น้ำขึ้นก็กักเอาไว้ มีทุกอย่าง อันนี้แห่งเดียวที่มีอุปกรณ์แล้วที่อื่นก็ควรจะทำ ฟอร์มมาหลายปีแล้ว แถวสมุทรสาครควรจะทำได้ แต่ก็ต้องลงทุน ลงทุนเยอะไม่ใช่น้อย ข้อสำคัญต้องลงแรง ตามคลองชายทะเล ตามคลองชายทะเลก็เคยมี เมื่อปี 38 นั้น ส่งองครักษ์ไปดูแล มีคนมากก็ต้องไปดูตอนกลางคืน ก็ไป ไป เห็นคนนอนหลับสบายที่ชายทะเล บางทีไป ก็ไปทักทายไปเปิด ว่าจะเปิดจะเปิด เขาไม่ได้บอกให้เปิด ก็ไม่เปิด ปิดหรือเปล่า ปิดเขาไม่ได้บอกให้ปิด น้ำก็ทะลักเข้ามา ก็ท่วมในคลอง คลองก็ท่วมเข้ามาจากชายทะเล แต่ถ้าทำถูกจังหวะน้ำจะไม่เกิด
 
ตอนที่ทำทางฝ่าย กทม. ต้องรีบจะไม่รู้เรื่องว่าเป็นอย่างไร คนที่อยู่ชายทะเล ที่ดูแล ที่นอนสบาย ก็บอกคุณมาจากไหน รู้ได้อย่างไร รู้เรื่องได้อย่างไร น้ำมันขึ้นจริง ๆ เขาก็นึกว่า มาทำไม มาบอก รู้ว่าขึ้นแต่ไม่ปิด ทำไมรู้ว่าลงแล้วไม่เปิด พอถูกถามว่ามีตำแหน่งอะไร เขาบอกเป็นตำแหน่งนายพล เป็นนายพลมาจากในวัง ก็ได้ยินชัดเจน รู้ เข้าใจว่า รู้เรื่อง ทำไม่รู้เรื่องอย่างนี้ เขาก็เชื่อ แต่ว่านายไม่เชื่อนี่ นายผู้ใหญ่ต่าง ๆ เขาไม่ได้สั่ง ว่าเวลานั้น ๆ ต้องเปิดต้องเปิด
 
ที่ต้องเปิดต้องปิดเวลาวิกาลเพราะว่าน้ำมันไม่คอยใคร น้ำขึ้นน้ำลง ท่านเป็นทหารเรือ ผู้ที่เป็นทหารเรือ ก็ต้องรู้เรื่องว่า น้ำขึ้นน้ำลงเวลาไหน ก็ต้องดูน้ำขึ้นน้ำลง และต้องช่วยกันไม่ให้น้ำท่วม ทีนี้ไปพบอีกตัวเขานอนอย่างสบาย ไม่ทุกข์ แต่ว่าคนที่อยู่ข้างในทุกข์ ฉะนั้นเดี๋ยวนี้ยังไม่มีเวลาที่จะแก้ไข ไม่เช่นนั้นถึงปีใหม่น้ำก็ท่วมอีก บอกว่าท่านที่มีญาติไปดูอาจไม่ใช่คนในพระนคร ที่เห็นประโยชน์ของการกักน้ำไม่ให้ขึ้น กักน้ำไว้ข้างในก็ไปดู ที่ไปเมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์นี่ สมเด็จพระเทพฯไป ไปดูตอนมืด มืดแล้วเราต้องไป ไม่ใช่มืดเขาไม่เห็น แต่อย่างไรก็น่าจะไป งานข้าพเจ้าหมดแล้วอีก 2 วัน 3 วันว่าจะไปดู ไปดูชายทะเล เพราะว่ายังจำเป็นที่ต้องดูแต่ว่าตอนนี้ข้าพเจ้ายังไปไม่ได้ ยังปวดหลัง ก็เลยไม่ได้ไป ที่ไปดูมาตรงนี้สมเด็จพระบรมฯ สมเด็จพระเทพฯ ก็ไปแต่ว่ายังไม่รู้เรื่องว่าควรจะเปิดปิดอย่างไร มันต้องทำเวลาให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง แต่ตอนนี้ทางชลประทานเขาบอกว่าปลายปีก็หมดแล้ว ปลายปีนี้ยังมีอีกเดือน ที่จะผลักกลับแม่น้ำ ฉะนั้นก็ให้ทำให้ถูกต้องเพราะเชื่อว่าจะดีไม่ช้าเกินไป ทำอะไรก็ต้องรีบจวนจะหมดฤดูกาลแล้ว แต่ว่ามาพูด เพราะที่ผ่านมาพูด ไม่มีใครได้ยิน เสียงมันแหบ
 
วันนี้ได้ใช้ยาผีบอก ยาผีบอก ผีเป็นคนปรุงให้ ก็จิบมาแล้วจิบต่อไป ต้องจิบทีละนิดวันนี้เสียงนับว่าดี ได้แจ้งให้ทราบว่าจะต้องทำอะไรสำหรับในน้ำท่วม แต่ว่าการที่พูด เราก็ไม่ได้พูดมาก เพราะว่าคนพูดมากเกินไปน้ำท่วมทุ่ง กลัว กลัว เดี๋ยวน้ำท่วมทุ่ง ตลอดอ่างทองเลย ที่นี่ถึงนนทบุรี น้ำท่วมทุ่งเพราะมีคนพูดมากเกินไป คนพูดมากจนบางครั้งน้ำท่วมทุ่ง ทุ่งนา ท่วมหมด ไม่ค่อยอยากพูดมากเกินไป พูดมากแล้ว ช่วงอื่น ๆ ก็ไม่สำคัญ วันอื่น ๆ ก็จะพูดอีก เอาไว้ปีหน้า ปีหน้าน้ำไม่ต้องท่วมทุ่งเพราะว่านายกฯไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าปีหน้าจะได้อยู่ อาจได้อยู่ก็ได้
 
พูดอย่างนี้เดี๋ยวหา เดี๋ยวฝรั่งหาว่าเดอะคิงสั่ง สั่งนายกฯ ลงมา ไม่ ไม่สั่ง สั่งไม่ได้ พล.อ. สุรยุทธ์ ใครจะมาสั่งให้ทำอะไรสั่งไม่ได้ เพราะว่าท่านแข็ง ท่านแข็ง ท่านไม่ได้ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เป็นคนที่มีหลักมีเกณฑ์ ฉะนั้น ก็ปีหน้าสั่งอะไรไม่ได้แล้ว ปีหน้านั้นท่านก็สบาย ไม่ต้องแสดงให้เห็นว่าทำอะไรที่ดี เรียบร้อย ก็เชื่อว่าจะทำสำเร็จเรียบร้อย ฉะนั้นคงมีบางอย่างที่ทำแล้วรู้สึกไม่แน่ใจ ว่า ทำตรงไหนไม่ดีตรงไหน เป็นอย่างไร ก็เชื่อว่าทำด้วยความตั้งใจดี ทำด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ก็คงต้องผ่านไปด้วยดีที่ว่า ข้ามปีแล้วไม่ต้องพูดมาก เพราะว่าถ้าพูดมากก็เปล่าประโยชน์ อย่างปีต่อไป เชื่อว่าการปกครองก็จะได้ทำประโยชน์ ได้ทำตัวอย่างแล้ว แต่ถ้าหากคนไม่เอา ไม่ดูตามตัวอย่าง บอกว่าที่ทำนี้โคมลอย ก็ช่างหัวเขา เขาคนที่ตำหนิติเตียน ไม่เชื่อว่าทำดีกว่า  คนที่ทำด้วยความตั้งใจดี ไม่มีผลประโยชน์ของตัว เป็นคนที่สำคัญ
 
แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถ้าหากทุกคนที่มีตำแหน่งที่สำคัญ ต้องทำด้วยความตั้งใจดี ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตก็เชื่อว่า บ้านเมืองจะผ่านพ้นอันตรายได้ ซึ่งคนอาจจะดูว่าทำไม ทำไมต้องพูดอย่างนี้ ที่พูดเพราะว่าคนที่ทำด้วยความตั้งใจดี มี แต่มีคนที่ไม่มีความตั้งใจดีก็มี หรือถ้ามีความตั้งใจดี แต่ตั้งใจดีไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะเสียหายได้ อย่างไรก็หวังว่าทุกคนที่มีหน้าที่จะได้ทำตามหน้าที่ อายุ 80 จะได้สบายใจ อายุ 80 นี่ พี่สาวนี่เคยบอกว่า ถึงเวลาอายุ 80 ไว ๆ  ท่านอายุ 84  ท่านไม่ค่อยสบายอยู่ ก็เลยต้องพูดถึงท่าน ขอให้ท่านสบายให้มีความสำเร็จในการรักษาตัว ถ้าเดี๋ยวนี้เขาคนที่มีผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าเหลือคนเดียว คือพี่สาว คนอื่นได้เป็นใหญ่แล้ว
 
เช่นนั้นก็ที่ท่านมาให้กำลังใจอย่างนี้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ข้าพเจ้าทำงานทำการต่อไปได้ เดี๋ยวนี้มีความรู้สึกว่า คนทำงานได้เด็ก ๆ ทั้งนั้น เพราะแถวนี้เด็ก ๆ ทั้งนั้น นอกจากแถวนี้แก่ ๆ ทั้งนั้น เลือกแก่ ๆ ทั้งนั้น แต่ส่วนมากก็เด็กกว่าเรา ประหลาด ไม่เคยนึกคนเดียวจะแก่ เพราะมีผู้แก่กว่า แต่ว่าท่านก็ไม่ยอมแก่ ไม่ยอมนะ ไม่ยอมแก่ ก็เลยนึกว่า คนที่แก่แต่ไม่ยอมแก่ ทำงานเข้มแข็งพอดี ทำให้ตนเองที่แก่ แต่ไม่ยอมแก่
 
และก็หวังว่าทุกคนที่ทำงานด้วยความตั้งใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ตัวว่าทำงานด้วยความแก่ที่ดี ให้สำเร็จ มีความสำเร็จ ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในงานของคนแก่ แต่ว่างานที่ถูกต้อง คนที่ทำไม่ถูก ไม่ถูกต้องไม่ได้ ไม่ได้ความ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในงานการของคนแก่ เพื่อให้ส่วนรวมได้สามารถที่จะปฏิบัติเป็นคนดี อย่างเยี่ยง เยี่ยงคนแก่ ทั้งนี้ เขาก็ถือว่าเขาก็แก่แต่เขาทำงานด้วยความตั้งใจ ก็ขอให้ประสบความสำเร็จเรียบร้อยทุก ๆ ท่าน".

กระแสพระราชดำรัส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

4 ธันวาคม 2548

 

 

      “ขอขอบใจ นายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวอวยพร ในโอกาสที่จะถึงวันเกิด ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็เข้าใจว่าจะทำให้ทุกคนในที่นี้ และนอกที่นี้มีกำลังใจ ว่านายกฯ พูดดี ก็ไม่ทราบว่า ที่ชมนายกฯ ว่าพูดดี อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย ที่มาพูดนี้ เป็นความเดือดร้อนกับตัวเอง เพราะว่าถ้าชมนายกฯ คนอื่นอาจจะไม่ชม ไม่ชมข้าพเจ้าว่าชมนายกฯ ทำไม แต่นายกฯ มีอยู่ไว้สำหรับให้ชม คือถ้ามีนายกฯ แล้วไม่ชม นายกฯ ก็ไม่ค่อยพอใจ แล้วก็ถ้านายกฯ ไม่พอใจ งานการจะไปได้อย่างไร ถึงต้องชมนายกฯ ชมนายกฯ ว่าพูดดี เพราะถือว่าท่านนายกฯ พูดดี เพราะท่านมาชมเรา

        

       เป็นของธรรมดาที่ ทุกคนชอบให้เขาชม เขาไม่ชอบให้ติ ข้าพเจ้าเองก็ได้ติคนอยู่เรื่อยๆ เขาก็ไม่พอใจกัน แม้จะไม่ติคน บางทีเขาไปประกาศในหนังสือพิมพ์ ว่าพระเจ้าอยู่หัวติคนโน้นคนนี้ แท้จริงไม่ได้เคยติใครนะ เท่าไหร่ บอกว่าเท่าไหร่ เพราะว่าอาจจะติ แต่ว่าไม่ได้พูดออกมาโจ่งแจ้ง ว่าติ คนเราถ้าอยู่ในที่แจ้ง ในที่ที่คนเห็นมากๆ ย่อมถูกติได้ง่าย เพราะว่าคนเห็นมาก ถ้าเห็นมากแล้ว ก็เราทำอะไร ไม่มีดี หรือมีดีก็มีที่ไม่ดีมาก แต่ถ้าสมมติว่ามีดีมากก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีไม่ดีบ้าง แล้วก็คนเขาก็ติ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ดี มีการแสดงตนว่า รู้ว่าไม่ดี นั้น ก็ทำให้เกิดความรู้สึก แล้วก็ถ้าเกิดความรู้สึก บางทีก็รู้สึกชื่นชม บางทีก็รู้สึกเคือง ถ้าผู้ที่ถูกเล็ง รู้สึกว่า ถูกติเตียน แล้วก็แสดงตัวว่าเข้าใจว่าถูกแล้วเขาติเตียนเรา แล้วเราไม่พอใจ ก็เสียหาย ทำให้ส่วนรวมทั้งหมดก็เกิดปั่นป่วน พูดแค่นี้ก็พอแล้ว ถ้าพูดมากกว่า จะทำให้เกิดเรื่องยุ่ง

       

       แต่ว่า วันนี้ตั้งใจจะพูดอะไรที่ไม่ พาดพิงใครเลย ไม่ ติเตียนใครเลย เพราะว่าการติเตียนใคร พาดพิงใครก็เกิดเคือง เกิดไม่สบายใจ แต่ที่เห็นอยู่ข้างหน้านี่ มีคนที่พูด ก็คงรู้ว่าใครพูด มีคนที่พูดว่า ข้าพเจ้าไม่ดี คือพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี ทำอะไรผิด แต่เขาต้องแสดงออกมาว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ผิด ผิดไม่ได้ ซึ่งเป็นตามความจริงในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น THE KING can do no wrong เหมือนท่าน องคมนตรีชอบพูดว่า ต้องอ้างภาษาอังกฤษ แต่ว่า เวลาบอก THE KING บอกว่า THE KING can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้ว ที่ผิดแล้ว ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น

       

       ความจริงเวลาอ่านตำรา กฎหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษ มีตำราที่คนเขาอ้างอยู่เสมอ แล้วคนที่เรียนภาษาอังกฤษ เรียนกฎหมายอังกฤษต้องอ้างอยู่เสมอ เรื่อง THE KING can do no wrong นี่ แล้วก็นักกฎหมายแถวนี้พยักหน้าว่าใช่ ความจริง THE KING can do no wrong นี่ เป็นการดูถูก THE KING อย่างมาก เพราะว่า THE KING ทำไมจะ do no wrong ไม่ได้ do wrong ไม่ได้ เพราะว่าแสดงให้เห็นว่า เขาถือว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่ว่าเดอะคิงทำ wrong ได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นเดอะคิง แล้วก็เขาบอกว่า  does no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา

        

       เพราะว่า การทำอะไร ถ้าคนเรา ถือว่า ต้องมีสติ คือหมายความว่า รู้ว่ากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร แล้วก็ไม่ปล่อยให้ผิดออกมา มันก็ไม่มีผิด ผิดไม่ได้ อันนี้ก็เป็นการพูดว่า ข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด ถ้าสมมติว่าพูดผิด เพราะไม่รู้ ก็อย่าง แต่ว่าผิดโดยไม่รู้ โดยรู้รู้ว่าผิด การทำผิดโดยรู้รู้ ไม่ดี แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มี ขอโทษนะ ถ้าพูด ไม่มีสติ ขาดสติ คือไม่ระวังตัว ทีหลังก็เสียใจ เมื่อก่อนนี้ ก่อนที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก่อนที่เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นคิง คิงแบบไทยๆ นี่ ซึ่งฝรั่งเขาบอกว่าเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่จะได้ทำผิด เพราะว่า ระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ก็คงตายแล้ว พราะฉะนั้น ต้องระวัง ถ้าไม่ระวังก็ตาย นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่เรียกว่าการเมือง หรือการที่อยู่ในสายตาของคน สายตาของคนนี่มันฆ่าได้ ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่า ทำไม การที่บอกว่า THE KING can do no wrong เพราะต้อง  do no wrong ถ้า ทำ wrong ตาย

       

       ทุกคน ก็มีสถานะอย่างนี้ ไม่ใช่ว่า THE KING เก่ง แต่ว่าทุกคนก็มีส่วนที่เก่ง เพราะมีตำแหน่ง รับ รับตำแหน่งที่สูง ได้รับเหรียญตรา แล้วก็คนก็ชี้คนๆ นี้ สูงมาก มียศศักดิ์ เดอะคิงเป็นยศศักดิ์สูง แต่คนที่อยู่ในที่นี้ ยศศักดิ์ทั้งนั้น ไม่ระวังตัวก็ตายเหมือนกัน ถ้าไม่ระวัง ไม่ใช่คนที่นึกว่า โอ้คนนั้น เขาจะตายแน่ เพราะว่าไม่ระวัง ทุกคนตั้งแต่แถวแรกจนถึงแถวสุดท้ายโน่น จนกระทั่งหลังแถว จนกระทั่งข้างนอก ทุกคนถ้าไม่ระวังก็มีอันตราย เพราะฉะนั้นที่พูดอย่างนี้ก็แปลกๆ หน่อย นี่ก็หาว่าแช่ง ที่จริงไม่แช่ง แต่สงสาร เพราะว่าถ้าไม่ระวัง เมืองไทยตาย ฉะนั้นก็ ถึงต้องขอร้องอย่างเดียวว่า มาวันนี้ให้ระวังๆ ให้ระมัดระวังที่คิด ที่พูด ที่ทำ ถ้านึกว่าทำถูกต้องแล้วทำ

       

       เรื่องที่มี แล้วเขาก็บอกในหนังสือพิมพ์ ในวิทยุในโทรทัศน์ บอกว่า ที่ เดอะคิงทำอะไร ก็ไม่วิจารณ์ แล้วก็บอกอย่าวิจารณ์ ที่จริงอยาก อยากให้วิจารณ์ เพราะว่าเราทำอะไร ก็ต้องรู้ว่าเขาเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่าทำดีแล้ว แต่แท้จริงที่พูดที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์ บอกว่าอย่าไปวิจารณ์ THE KING ตอนนี้ ต้องบอกว่าอย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่า ละเมิดมิได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้ว ว่า ถูกต้อง ว่า ไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการ ถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ว่า approve พระเจ้าอยู่หัวเห็นชอบด้วย แต่ไม่เคยมีใครมาบอก เห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก

       

       แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัวถ้าใครจะวิจารณ์ ว่าทำไม่ดีตรงนั้น ๆ  จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัว ไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน ถ้าบอกไม่วิจารณ์แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร ถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ไม่วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะพระเจ้าอยู่หัวดีมาก ไม่ใช่อย่างนั้น บางคนอยู่ในหัวสมองว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดชอบกล พูดประหลาด ๆ ถ้า ขอเปิดเผยว่า วิจารณ์ตัวเองได้ ว่าบางทีก็อาจจะผิด แต่ให้รู้ว่าผิด ถ้าเขาบอกว่าวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวว่าผิด งั้นขอทราบว่าผิดตรงไหน ถ้าไม่ทราบ เดือดร้อน

       

       ฉะนั้นก็ ที่ บอกว่า การวิจารณ์ เรียกว่าละเมิด พระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูก ถูกประชาชน บอมบ์ คือเป็นเรื่องของขอให้รู้ว่าเขาวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูก ก็ไม่ว่า แต่ถ้าเขาวิจารณ์ผิดไม่ดี แต่เมื่อบอก ไม่ให้วิจารณ์ ไม่ให้ละเมิด ละเมิดไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ก็ลงท้ายก็เลย พระมหากษัตริย์ก็เลยลำบาก แย่ อยู่ในฐานะลำบาก เพราะแสดงให้เห็นว่าถ้าไม่ให้วิจารณ์ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวนี่ก็ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี ซึ่งถ้าคนไทยด้วยกัน ก็หนึ่งไม่กล้า สองไม่เอ็นดูพระเจ้าอยู่หัว ไม่อยากละเมิด แต่มีฝ่ายชาวต่างประเทศ มีบ่อย ๆ ละเมิด พระเจ้าอยู่หัว ละเมิด THE KING แล้วเขาก็หัวเราะเยาะว่า THE KING ของไทยแลนด์ THE KING  ของยู พวกคนไทยทั้งหลายนี่ เป็นคนแย่ ละเมิดไม่ได้ ในที่สุดถ้าละเมิดไม่ได้ ก็เป็นคนเสีย เป็นคนที่เสีย

       

       ฉะนั้นก็ บางโอกาสก็ขอให้ละเมิด จะได้รู้กัน ว่าใครดีใครไม่ดี นี่พูดเลยเถิด พูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ ไม่ต้องกลัว เพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่า มีความผิดพยักหน้า พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวที่ คนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข ที่ผิดตรงนี้ ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น

        

       คือในเมืองไทยนี่ คนไหนที่ทำอะไรไม่ค่อยเข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ ถ้าเป็นข้าราชการก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ ที มีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิด เกิดเรื่องเข้าคุก

       

       แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิด ละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่า เข้าคุกแล้ว ต้องให้อภัย ทั้งที่เขาด่าเราอย่างหนักๆ  ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุก ที่จริงควรจะเข้าคุก แต่ว่าเพราะฝรั่งบอกอย่างนั้นก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยๆ ที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ จั๊กจี้ใครมาว่าอะไรซักนิด ก็ บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนกระทั่งถึง ต่อมา รัชกาลที่ 9 นี่ ใครเป็นกบฏ ซึ่งก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ ทำแบบเดียว ไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าคุกก็ไม่ฟ้อง เพราะว่าเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนที่เดือดร้อน อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ นั่นแล้วก็ถูกทำโทษ ไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก

       

       คราวนี้ นักกฎหมายก็ชอบ ให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอน สอนนายกฯ บอกว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็ นี่ขอสอนนายกฯ ว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อนไม่รู้นะ เขาทำผิด เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน แล้วเดือดร้อนจริงๆ เพราะใครมาด่าเรา ชอบไหม ไม่ชอบ แต่ว่าถ้านายกฯ เกิดให้ลงโทษ แย่เลย แล้วนักกฎหมายต่างๆ ก็จะให้ลงโทษคนที่ด่าพระมหากษัตริย์

        

       ทำไป ทำมา เลย เลยต้อง เอาวะ เขาด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ นายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรจะเดือดร้อน แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ก็ไม่เดือดร้อน เพราะว่าเป็นเรื่องของนายกฯ ถ้าเขาด่าพระมหากษัตริย์ นายกฯ เดือดร้อน เพราะว่า ต้องเป็นคนจัดการ

        

       เรื่องมันยุ่งอย่างนี้ กฎหมาย ก็สอนนายกฯ มาอย่างนั้นนะ สอนนายกฯ ว่า ใคร ใครมาด่าเรา เราต้องด่าตอบ มันไม่ดี นี่พูดชักจะไม่ดี เพราะว่า ชักจะเป็นส่วนตัว แต่ว่าเราเองก็ไม่ ไม่ขอ บอกว่า ควรจะทำอะไร ควรรู้ นักกฎหมายก็ต้องรู้ว่า ทำอะไรถูก อะไรผิดผิด ไม่ต้องพูดทุกวัน ๆ ๆ ที่จริงเขาไม่ได้พูดทุกวัน แต่ก็ทำเทปเอาไว้ หรือทำดีวีดี แล้วก็แจกทั่ว ลงท้ายคนดูฟังก็ เขาเอือมกันนะ ที่ไปแก้ตัวแทนนายกฯ วันนี้เราขึ้นมานี่ เราแก้ตัวแทนนายกฯ เพราะว่านายกฯ ไม่ผิด นายกฯ ทำได้ทุกอย่าง ก็เลยไม่ต้อง ไม่ต้องไปออกทีวีแล้ว ไปออกทีวีทุกวัน ๆ ๆ มีคนเขาบอกว่าเขาเอือมที่ออก แต่ว่ามีหน้าที่ที่ออกก็ออก มีคนที่เขาเดือดร้อน ที่อยู่ในรายการ เพราะเขาต้องเป็นคนที่ต้องพูด แล้วก็คนที่พูดนั่นก็เลยถูกลูกหลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ตัวครั้งเดียวเอา ได้ แต่แก้ตัว นี่แก้ตัวมาเท่าไหร่ 10 ครั้งแล้วนะ ที่ออก ออกทีวี เลยชักจะเอือม คนอยากดูละคร เขาอยากดู มาดูอย่างนี้ พอแล้ว เสียไฟฟ้า ไม่ใช่เสียไฟฟ้าของคนที่ดู เสียไฟฟ้าของคนที่ส่ง เพราะว่าทีวีออกทีก็ไฟฟ้าแรง เสียน้ำมัน นี่ก็เลยนึกว่า ควรจะพูดพอแล้ว ที่พูดก็เสียไฟฟ้ามาก ก็ควรจะบอกว่า เลิกซะที ไม่ต้องพูดมาก แต่เราก็พูดต่อ เพราะว่าเป็นรายการที่อัดเสียงเอาไว้ ใส่เทปเอาไว้ ไม่ได้ออก ไม่ได้ออกโทรทัศน์ ไม่ต้องเสียไฟฟ้าสำหรับโทรทัศน์

       

       นี่มาพูดถึงไฟฟ้าและพลังงาน ไฟฟ้าและพลังงานนี่ การไฟฟ้าต้องใช้พลังงาน เพราะว่า สำหรับปั่นไฟฟ้าต้องใช้พลังงานเพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้า อันนี้ก็ ทำมานานแล้ว เวลาขาดแคลนเชื้อเพลิง ก็บอกว่าให้ปิดโทรทัศน์ ให้ปิดโทรทัศน์ ให้ปิดไฟ แล้วบอกว่าได้ผลดี ความจริง เปิดโทรทัศน์นี่ไม่เป็นไร ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ยังใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มี แต่ต้องขยัน ต้องหาวิธีที่จะทำให้เชื้อเพลิงเกิดขึ้นมาใหม่

        

       เชื้อเพลิงที่เรียกว่า น้ำมันนั้น มันจะหมด ภายในไม่กี่ปี หรือไม่กี่ 10 ปี ก็หมด ถ้าว่าไป อีก 40 ปีหมด เราก็จะอายุ 118  118 นี่เรายังมีชีวิตอยู่อีก 2 ปี 2 ปีนั้น เราก็จะใช้ก๊าซโซฮอล์ หรือไม่ใช้ก๊าซโซฮอล์ ก๊าซโซฮอล์นี่ก็ไม่มี เพราะก๊าซโซฮอล์ ใส่แอลกอฮอล์เพียง 10% อย่างมาก ต้องใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์มเขาก็ใส่เพียง 10% ในระหว่างที่จะถึงอายุ 118 หาวิธีได้แล้วที่จะทำ ที่จริงเมื่อ 2 ปีก็ทำ ทำไบโอดีเซล โดยใช้น้ำมันปาล์ม 100% ไม่ใช่เพียงน้ำมันปาล์ม 10% นายกฯ ก็ได้เห็น รถแล่นมา น้ำมันปาล์ม 100% เรายืนอยู่ที่รถคันหนึ่งแล้วก็ เสร็จแล้วก็มีรถอีกคันหนึ่งถอยหลังมา ได้ยินเสียงบึม ๆ ๆ มา นั่นอะไร รถดีเซล รถใช้น้ำมันดีเซล 100% 100% น้ำมันปาล์ม แล้วก็นายกฯ ก็บอกว่า หอมดี เราก็ถามว่าหอมดีแล้วไม่เดือดร้อน เพราะว่านายกฯ ไม่ต้องกลัวเป็นแกนเซอร์ เป็นมะเร็ง เพราะว่าไอ้นี่นี่ไม่เป็นมะเร็ง เราทำแล้ว ก็หมายความว่าเราไม่เดือดร้อน

        

       ถึงเวลาเราอายุ 118 ถ้าอย่างไร เราก็ใช้น้ำมันปาล์มของเราเอง คนอื่นอาจจะไม่ได้ คนอื่นยังไม่ อาจจะไม่มี แต่ว่าเรามี เพราะเราขวนขวาย ขวนขวายหาวิธีที่จะทำเชื้อเพลิงทดแทนได้ ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นห่วง แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำ เขาอาจจะไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่ว่าเรามี เรา คือข้าพเจ้า ทำเอง คนอื่นอาจจะไม่มีก็ ไม่เป็นไร ก็เห็นแก่ตัว คือ แต่ละคนถ้าเห็นแก่ตัว ก็รู้ว่าไม่เป็นไร เพราะแต่ละคนก็ต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทนทั้งนั้น เราเชื่อว่า เวลาเราอายุ 118 นายกฯ ก็บอกว่าแก่แล้ว แต่เราไม่แก่ เพราะว่าเราคิดทำพลังงานทดแทนอยู่เรื่อย แต่นายกฯ บอกแก่ จะถึงอายุเท่าไหร่ 90 จะอายุ 94  96 นายกฯ จะอายุ 96 อ้าว 94 ก็ไม่รู้ล่ะ 94 อาจจะแข็งแรงก็ได้ คงแข็งแรงคึกครื้น

       

       อาจจะมีความคิดที่จะสร้างโรงงานก๊าซโซฮอล์ และไบโอดีเซลสำเร็จแล้ว ก็นายกฯ ก็ไม่เดือดร้อน เอาไบโอดีเซลใส่เครื่องบินได้ คือ เครื่องบิน เขาใช้ไบโอดีเซลได้แล้ว สมัยนี้ แต่ลำไม่ใช่โตๆ แต่เวลานั้นอาจจะทำใส่ลำโตๆ สำหรับนายกฯ ได้ อาจจะสามารถที่จะมี แต่ว่าเฉพาะนายกฯ คนอื่นไม่สามารถที่จะมี ก็สองคนล่ะ พระเจ้าอยู่หัวกับนายกฯ มีเครื่องบินใช้ แบบใช้ไบโอดีเซล ท่านองคมนตรีสั่นหัว ท่านองคมนตรีสั่นหัวว่าไม่มี ว่าท่าน เวลานั้นท่านอายุเท่าไหร่  130 ก็คงไม่อยู่แล้ว เราก็อยู่สองคน สงสัยเราอยู่สองคน มีไบโอดีเซลใช้ แล้วจะไปไหน จะไปเชียงใหม่หรือ ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วไปเชียงใหม่ ไปเชียงใหม่ไปดูสวนสัตว์ ก็สวนสัตว์ ก็อยู่สบาย เพราะว่าเขาไม่ต้องใช้ไบโอดีเซล ก็เป็นอันว่าไม่ต้องกลัว เราไม่เดือดร้อน เพราะว่าอีก 40 ปี อีก 40 ปีมีไบโอดีเซลพอสำหรับเราใช้สองคน ก็อย่างไรก็ตาม

        

       นี่ชักเฟื่อง พูดว่า เราอีก 40 ปี เราจะมีสองคนที่มีพลังงานน้ำมันใช้ได้ แล้วดูทีวีได้ ดูทีวีก็อาจจะโฆษณาอะไรในทีวี ประกาศ ชี้แจง นายกฯ ก็ชี้แจงได้ เพราะว่าเปิดทีวีให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาปั่นไฟฟ้า แต่ป่านนั้น ทีวีก็อาจจะมีอะไรใหม่ แล้วก็อาจจะมีข่าวต่างๆ ฉะนั้นก็ ไม่ต้องเป็นห่วง นี้ก็ต้องดูเป็นบุคคลๆ การที่จะบอกว่า เป็นห่วง ถ้าเป็นห่วงทั้งบ้านเมือง ก็เป็นห่วง แต่ว่าถ้าเราคิดจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะแต่ละคนเขาก็ต้องมีการขวนขวายเหมือนกัน เป็นอันว่าถ้าแต่ละคนขวนขวายของตัว อีก 40 ปี ไม่มีความเดือดร้อน โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยนี่ มีคนที่มีความคิดดีๆ ก็คนหนึ่งข้าพเจ้าคนหนึ่งมีความคิดดีๆ แล้วก็นายกฯ อีกคนหนึ่งมีความคิดดีๆ ไม่จนมุม ฉะนั้นก็สองคน เดือดร้อน ไม่เดือดร้อน คนอื่นเขาก็ต้องไม่เดือดร้อน ของเขาก็ต้อง หาทางออกได้ เพราะว่าถ้าเดือดร้อน ก็ต้องไปดูโครงการพระราชดำริ

       

       โครงการพระราชดำรินี่ เปิดเผยให้ทุกคน ได้ทั้งนั้น แล้วก็ ถ้าปฏิบัติตามโครงการพระราชดำริ หมายความว่าทำอย่างเศรษฐกิจพอเพียง นี่ก็ตอนนี้ นายกฯ ก็ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่จ่ายเงิน ไม่จ่ายเงินแล้ว ใช้แต่เศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามีการโฆษณา คู่สมรสของคณะรัฐมนตรีก็ชำนิชำนาญในเศรษฐกิจพอเพียง เก่งมาก นี่ก็อีกคน ที่ทำได้ ก็เลยไม่ต้องห่วง ไม่ทราบว่าคู่สมรสขององคมนตรีจะทำเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า สงสัยว่าไม่ ไม่ทำ แต่ยังไงก็ตาม อย่างนี้ก็เปิดให้ ความกว้างขวางของเศรษฐกิจจะดีขึ้น ท่านรองนายกฯ ทั้งหลายก็อาจจะไม่ทำ เพราะว่าเคยชินกับเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่พอเพียง ถ้าอย่างนั้นก็ นายกฯ อาจจะไป นายกฯ และคุณหญิงอาจจะให้เพื่อนนายกฯรองนายกฯ ต่างๆ ทำเศรษฐกิจพอเพียงสักนิดหน่อย ก็จะทำให้อีก 40 ปีประเทศชาติไปได้ แต่นี่ ก็มีแต่นายกฯ รองนายกฯ จัดการ รวมทั้งคู่สมรส ทำเศรษฐกิจพอเพียง ก็เชื่อว่าประเทศจะมีความประหยัดได้เยอะเหมือนกัน คือถ้าไม่ประหยัด ประเทศไปไม่ได้ คนอื่นไม่ประหยัด สำหรับคณะรัฐมนตรีประหยัด คณะรองนายกรัฐมนตรีประหยัด จะทำให้ไปได้ดีขึ้นเยอะ นี่มามองถึงสภาฯ เป็นยังไง ก็สภาฯ ด้วยเหมือนกัน ถ้าอยากทำ ก็สภาฯ เป็นอาจารย์ของนายกฯ ก็ นายกฯ สอนครูหน่อย สอนอาจารย์หน่อยว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำยังไง สอนครูคนเดียวก็พอแล้ว เพราะว่าครูเขาก็ไปสอนคนอื่น

       

       ต่อไปนั่นดูฝ่ายค้านล่ะ ฝ่ายค้านไม่ต้องสอน เพราะว่าเขาพอเพียงอยู่แล้ว ฝ่ายค้านเนี่ย หัวหน้าฝ่ายค้าน ก็ไม่ทราบว่าพอเพียงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยอดีตหัวหน้าพรรคก็พอเพียง พอเพียงอย่างมากๆ เขาทำอะไรที่ ทำให้ประเทศชาติใช้เงินนิดเดียว ไม่พอ เขาถึงต้องออก เลยไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะพอเพียงหรือไม่ แต่อย่างน้อย อดีตหัวหน้าพรรคก็พอเพียงมาก จนกระทั่งต้องออกจากหัวหน้าพรรค

       

       นอกจากนั้นก็ ถ้าทุกคนเลื่อมใส ว่าจะต้องพอเพียงก็ปฏิบัติเถิด เพราะว่าถ้าปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง มันใช้ได้จริงๆ ไปได้จริงๆ แต่ว่าอาจจะไม่ค่อยสบาย ทุกอย่างที่นายกฯ พูด ก็มาพูด ไม่ได้แต่งเอา นายกฯ พูด บอกว่าที่พระเจ้าอยู่หัวฯ พูดอะไรทำอะไร ถูกต้อง ชื่นชมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ นี่ ทำให้ประเทศชาติอยู่ได้ เช่นเดียวกับแก้มลิง แก้มลิงเนี่ย เมื่อครั้งก่อนนี้ เมื่อพูดถึงแก้มลิงคนก็หัวเราะ เดี๋ยวนี้ไม่หัวเราะแล้ว เพราะว่าลิงต้องมีแก้ม ถ้าลิงไม่มีแก้มเขาอยู่ไม่ได้ คนเราก็ต้องมีแก้ม เป็นแก้มคน แต่ว่าแก้มคนก็เป็นแก้มลิงได้ คือหมายความว่าต้องระวังรักษา อะไรที่กล้วยเข้าไปก็เก็บไว้ได้ เป็นการประหยัด จะพูดอะไรเก็บไว้ในแก้ม เก็บในแก้มก็ได้ ก็ประหยัด คือแก้มลิงก็เป็นการประหยัด แล้วก็โครงการอะไรอื่นๆ ที่พูด อย่างฝายแม้ว ฝายนายกฯ ฝายนายกฯ นายกฯ ไปดูฝายแม้ว

       

       คราวนี้ฝายเรานี่ เราทำ ก็ฝายแม้วเดี๋ยวนี้ซาบซึ้งรึเปล่าว่า มีประโยชน์อะไร คือมีประโยชน์ทำให้ ไม่มีน้ำท่วม หรือไม่มีน้ำแล้ง ตอนนี้น้ำท่วมเชียงใหม่ นายกฯ เดือดร้อนมาก โกรธมาก ทำไมมีฝายแม้วแล้วทำไมน้ำยังท่วม ก็เพราะว่าฝายแม้วทำไม่ถูกต้อง ทำไม่ดี แล้วก็ปล่อยน้ำลงมาผิดทาง ความจริงที่ไปดูที่กุยบุรี นั่นน่ะ ก็ไปขยายเขื่อนที่กุยบุรี ที่ยางชุม นั่นน่ะเคราะห์ดีไปทำ โครงการพระราชดำริอันนี้ ถ้าไม่ได้ทำ ถ้าทำตามชลประทานทำ ป่านนี้ก็ไม่เสร็จ ถ้าไม่เสร็จ น้ำท่วมแล้ว ปีนี้ที่ไม่ท่วมกุยบุรี และประจวบคีรีขันธ์ก็ท่วมบ้าง แต่ว่าไม่ขึ้นมาถึงหัวหิน เพราะว่าเขื่อนกุยบุรี แล้วเขื่อนกุยบุรีทำไมได้ขยายได้ ขยายเก็บน้ำได้ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะว่า บอกว่าเดี๋ยวนี้เรามีเขื่อนกั้น เรามีโครงการพระราชดำริ เราบอกว่าทำเลย อธิบดีชลประทาน ทำยังไง ต้องของบประมาณ งบประมาณไม่มี ก็มีโครงการพระราชดำริ ก็เลยทำทันที แทนที่จะใช้เวลา 3 ปี ก็ใช้เวลาเพียง 2 ปี ทำงานได้

        

        ที่เราไปดูนั่นน่ะ ทำงานได้จริงๆ เพราะว่าถ้าไม่มีน้ำ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรมันเต็มแล้ว แต่ว่าน้ำมันก็ล้นมาปกติ ตามจำนวนที่ปกติ เลยทำให้น้ำไม่ท่วม ถ้า 9 ล้านลูกบาศก์เมตรฝนมันลงฟูๆ มีหวังท่วม ท่วมทั้งด้านบน ทั้งด้านล่าง และท่วมแล้ว น้ำมันก็ทำลาย ฉะนั้นถ้าเราทำโครงการที่ใช้งานได้เร็ว ๆ ประหยัดการท่วมของพื้นดิน และถ้าว่าไปประหยัดทรัพย์ ความจริงที่ใช้เงิน ตอนนั้น ใช้เงิน 100 ล้านกว่าๆ เดี๋ยวนี้ก็กลับคืนมาแล้ว ถ้าไม่ได้ทำ น้ำที่มาท่วมก็ทำลาย 100 ล้าน 100 ล้าน สำหรับคนที่พยักหน้านี่นะ เขาไม่ 100 ล้านไม่ใช่อะไร ต้อง 1,000 ล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน แต่ 100 ล้านนี่ ชาวบ้านเขารู้สึก ก็หมายความว่า 100 ล้านที่เอาจาก จากโครงการพระราชดำริ กลับคืนมาแล้ว กลับมาที่ไหน ก็ที่ประชาชน ประชาชนเขาได้ คือถ้าไม่ได้ใช้เงินนี้ ปีหน้าจะต้องใช้ 200 ล้าน เพราะว่าถ้าไม่ใช้เงินทันที เงินน่ะมีอยู่ คนก็บอก บางทีก็บอกไม่มีเงิน แต่เงินนะมีอยู่ เพราะว่าในงบประมาณ มี ถ้าไม่มีห็หมายความว่างบประมาณทำไม่ถูก แต่อันนี้ 100 ล้านใช้ไป ใช้ดีแล้ว ใช้ถูกต้องไม่เสียหาย ทำให้ประชาชนได้กำไร ถ้าไม่ได้ใช้ไป ก็ไม่รู้ใครใส่กระเป๋าไปได้ แต่ว่าประชาชนไม่ได้

       

       ฉะนั้นก็ ที่ได้ทำโครงการประหยัดไป 1 ปี ที่ไปดูเห็นประจักษ์ ว่า น้ำมันไหลออกมาจากเขื่อน คือไม่ใช่พูดหลอก น้ำจริงๆ มันลงมาเต็มเขื่อน แทนที่จะเป็น 38 ล้านลูกบาศก์เมตร มันเป็น 40 กว่าล้าน ที่ลงมาทำให้น้ำลงมาเก็บ และล้นมาได้ แล้วน้ำนี่ได้ใช้ เวลาแล่นรถไป ข้างล่างก็เห็น ก็ทำนาได้ นานี่มีประโยชน์ เพราะว่าข้าวก็ไม่เสีย ข้าวได้ใช้แล้วก็ ถ้าจะเอาข้าวนี่ไปส่งนอก เราก็ได้เงิน หรือได้ของไปแลกเปลี่ยนได้ ฉะนั้นโครงการ 100 ล้านนี้ ทำดีแล้วก็ ช่างชลประทาน เขาก็มีความรู้พอที่จะทำ ไอ้นี่ไม่ต้องอาศัยช่างจากต่างประเทศ ช่างในเมืองไทยนี้เอง แล้วก็ใช้เครื่องมือในเมืองไทยนี้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าปีนี้ที่ได้เห็น การขยายโครงการกุยบุรีนี้ ก็ได้ผลจริงๆ ได้ไปดูก็ดีใจ พอใจ

       

       ฉะนั้นก็ นี่ต้องเล่าให้ฟังว่า ที่ได้ไปดูโครงการชลประทานที่กุยบุรี ที่หมู่บ้านยางชุม เป็นโครงการที่ใช้งานได้ แล้วไม่ใช่ที่ยางชุมเท่านั้นเอง ที่ข้างๆ ก็มีการสร้าง เขื่อนที่จะกักน้ำ ได้ผลดี ยังต้องทำอีกมาก แต่เวลามาพูดกับสมาคมนี้ก็ พูดถึงชลประทาน ก็ได้ผลดี แต่ค่อยๆ ทำ เพราะว่าไม่ใช่ว่าไม่มีเงินเท่านั้นเอง  เงินมี ไม่พอ แต่ว่าที่ที่จะทำ มันไม่มี แล้วก็ทำต้องศึกษาให้ดี ไม่ใช่ว่า โอ๊ะ พระเจ้าอยู่หัวฯ บอกให้ทำ นั้น ๆ ๆ นะ เสร็จแล้วไม่มีหลักวิชาที่ดี ก็อาจจะเสียก็ได้ แต่ว่าการที่จะทำ ต้องพยายามหาที่ที่จะทำ แล้วก็ใช้ความรู้ที่ถูกต้อง โครงการอย่างอื่นมีที่จะต้องทำ ไม่ใช่เฉพาะชลประทาน แต่ว่า โดยที่เราเป็นผู้เรียกว่า เขาเรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญชลประทาน ก็กล้า กล้าที่จะบอกว่าควรที่จะทำ

       

       นี่ก็ รู้สึก ใครๆ ก็ง่วงแล้ว เดี๋ยวนี้ชักมืดเร็ว ก็ถ้าง่วง ง่วงเดี๋ยวไปนอนได้ ก็รู้สึกว่า สมควรแก่เวลา ก็ขอขอบใจที่ท่านมาให้พร แล้วก็ให้พรนี่ดี เพราะว่าถ้าไม่ให้พร ก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไร ไม่รู้ว่าทำอะไร แล้วก็ถ้ามาให้พร เราก็มีกำลังใจที่จะทำ ทำงานอะไรต่างๆ แล้วก็ต้องให้พรกับทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ก็ให้กำลังใจ ทำอะไรก็ทำ ทำได้ดี แต่วันนี้ไม่พูดว่าให้ทำอะไร เพราะว่า ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ให้ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูจะดี แล้วคิดให้อย่าเกิน อย่าเลยเถิด แต่ว่า ถ้าแต่ละคนทำงานให้เหมาะสมบ้านเมืองจะไปได้ ถึงว่าจะต้องให้พรให้บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่ให้มีการหัวชนฝา จะทำอะไร ก็ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียง ไปไม่ได้ แต่ถ้าทำพอเพียง สามารถที่จะนำพาประเทศให้ดี ไปได้ดี ก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ ในความสำเร็จพอเพียง และเพื่อให้บ้านเมืองบรรลุความสำเร็จที่แท้จริง ก็ไม่รู้ล่ะ คนที่รับพรก็รับไป คนที่ไม่รับพร ก็คิดในใจ ขอบใจที่ท่านทั้งหลายมาให้พร เรารับพรของท่าน.”

 

Home page