Update

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นท.1101 หลักและทฤษฎีทางนิเทศศาสตร์

ผศ.พจนีย์ พลสิทธิ์ และคณะ

เสาร์ 09.40-12.10 น.ห้อง1409

 

ผศ.พจนีย์ พลสิทธิ์

 

ตารางเรียนประจำภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2549

ระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 13 พฤษภาคม 2550

 

วัน

เวลา

รหัสวิชา   ชื่อวิชาที่เปิดสอน

ห้อง

อาจารย์ผู้สอน

เสาร์

09.40-12.10 น.

นท.1101 หลักและทฤษฎีทางนิเทศศาสตร์

1409

ผศ.พจนีย์ พลสิทธิ์ และคณะ

 

13.00-15.30 น.

นท.3102 การสื่อสารการตลาด

1409

อ.สุพิณ ปัญญามาก และคณะ

 

15.30-20.00 น.

นท.3203 การสร้างสรรค์สื่อเพื่อการโฆษณาและ

                ประชาสัมพันธ์ 

1409

อ.มุทิตา อารยะเศรษฐากร และคณะ

อาทิตย์

09.40-12.10 น.

นท.2103 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชน

1407

อ.พิสัณห์ ศิวายพราหมณ์

 

13.00-15.30 น

นท.2101 จิตวิทยาการสื่อสารและมนุษย์สัมพันธ์

1407

อ.ภาวิณี โสภา และคณะ

 

15.30-20.00 น.

นท.3103 กลยุทธ์การนำเสนอและการพัฒนาบุคลิกภาพ

1409

อ.วทัญญู มุ่งหมาย และคณะ

 

บทนำ

ความหมายของการสื่อสาร

 

คำว่า “การสื่อสาร” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “communication” ซึ่งมีผู้ให้ความหมายของคำว่า “communication” หรือ  “การสื่อสาร” ไว้ต่างๆ กัน

                อริสโตเติล (Aristotlc) ได้ให้ความหมายของการศึกษาวิชาวาทศิลป์ (rhetoric) หรือการสื่อสารว่า คือการแสวงหา “วิธีการชักจูงใจที่มีอยู่ทุกรูปแบบ”  (search for all available means of persuasion)

                เอ็ดเวิร์ด  สะเพียร์ (Edward Sapir) กล่าวว่า “การสื่อสาร คือ การตีความหมายโดยสัญชาตญาณต่อท่าทางที่แสดงเป็นสัญลักษณ์โดยไม่รู้ตัว  ต่อความคิดและต่อพฤติกรรมของวัฒนธรรมของบุคคล

                วอร์เรน  ดับเบิลยู  วีเวอร์ (Warren W. Weaver) ให้คำอธิบายว่า “คำว่า การสื่อสารในที่นี้มีความหมายกว้าง  ครอบคลุมถึงกระบวนการทุกอย่างที่จิตใจของคนๆ หนึ่ง  อาจมีผลต่อจิตใจของคนอีกคนหนึ่ง  การสื่อสารจึงไม่หมายความแต่เพียงการเขียนและการพูดเท่านั้น  หากแต่ยังรวมไปถึงดนตรี  ภาพ  การแสดง  บัลเล่ต์และพฤติกรรมทุกพฤติกรรมของมนุษย์อีกด้วย

                เจอร์เกน  รอยช์ และเกรกอรี  เบทสัน (Jurger Ruesch and Gregory Bateson) ให้ความเห็นว่า “การสื่อสารไม่ได้หมายความถึงการถ่ายทอดสารด้วยภาษาพูดและภาษเขียนที่ชัดแจ้งและแสดงเจตนารมณ์เท่านั้น  แต่การสื่อสารยังรวมไปถึงกระบวนการทั้งหลายที่คนมีอิทธิพลต่อกันด้วยคำนิยามนี้ยึดหลักที่ว่าการกระทำและเหตุการณ์ทั้งหลายมีลักษณะเป็นการสื่อสาร  หากมีผู้เข้าใจการกระทำและเหตุการณ์เหล่านั้น  หมายความว่า  ความเข้าใจที่เกิดขึ้นแก่คนๆ หนึ่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงข่าวสารที่คนๆ นั้นมีอยู่และมีอิทธิพลต่อบุคคลนั้น”

                จอร์จ เอ มิลเลอร์ (George A. Miller) กล่าวว่า “การสื่อสาร หมายถึงการถ่ายทอดข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง”

                จอร์จ เกิร์บเนอร์ (George Gerbner) ให้ความหมายว่า “การสื่อสาร คือ การแสดงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (social interaction) โดยใช้สัญลักษณ์และระบบสาร (message systems)

                คาร์ล  ไอ โฮฟแลนด์ (Carl I. Hovland) และคณะให้ความเห็นว่า “การสื่อสาร คือ กระบวนการที่บุคคลหนึ่ง (ผู้ส่งสาร) ส่งสิ่งเร้า (โดยปกติเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน)  เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลอื่นๆ (ผู้รับสาร)”

                โคลิน  เชอรี (Colin  Cherry) กล่าวว่า  “การสื่อสารเป็นการกระทำซึ่งเครื่องหมายอันแรก (สิ่งเร้า) ก่อให้เกิดเครื่องหมายอันที่สอง (ปฏิกิริยาตอบสนอง)  ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้รับสิ่งเร้าเป็นรายๆ ไปว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรตามลักษณะนิสัยของเขา  ซึ่งได้มาจากประสบการณ์การสื่อสารในอดีต

                วิลเบอร์  ชแรมม์ (Wibur Schramm) อธิบายว่า “การสื่อสาร คือ การมีความเข้าใจร่วมกันต่อเครื่องหมายที่แสดงข่าวสาร (informational signs)

                เอเวอเร็ต  เอ็ม  โรเจอร์ส และ เอฟ ฟลอยด์ ชูเมคเกอร์ (Everett M. Rogers and F. Floyd Shocmaker)  ให้ความหมายว่า “การสื่อสาร คือ กระบวนการซึ่งสารถูกส่งจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร”

                ชาร์ลส์  อี  ออสกูด (Charles E. Osgood) กล่าวว่า “ในความหมายโดยทั่วไปแล้ว  การสื่อสารเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งคือ ผู้ส่งสาร มีอิทธิพลต่ออีกฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้รับสาร  โดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ  ซึ่งถูกส่งผ่านสื่อที่เชื่อมระหว่างสองฝ่าย”

                จากคำนิยามต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น  เราจะเห็นได้ว่า  มีผู้ให้ความหมายของคำว่า “การสื่อสาร”ไว้ต่างๆ กัน  บางคนให้ความหมายของการสื่อสารครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมที่ไม่ใช่ภาษาพูดและภาษาเขียนด้วย  บางคนถือว่าพฤติกรรมทุกอย่างของมนุษย์ที่สามารถสื่อความหมายได้หรือก่อให้เกิดความหมายได้เป็นการสื่อสารทั้งสิ้น  แม้ว่าผู้แสดงพฤติกรรมนั้นจะไม่มีเจตนาที่จะทำการสื่อสาร   สาเหตุของความแตกต่างในเรื่องคำนิยามหรือความหมายของการสื่อสารก็เนื่องมาจาก  การสื่อสารของมนุษย์นั้นมีความเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาต่างๆ  และได้รับความสนใจศึกษาจากบุคคลในสาขาวิชาต่างๆ กัน  ผู้ศึกษาในแต่ละสาขาวิชาจึงมองการสื่อสารในแง่มุมที่ต่างกันและใช้วิธีการศึกษา (approach) การสื่อสารของมนุษย์แตกต่างกันไปด้วย

                ในอดีตนักวิชาการด้านศิลปะ  ปรัชญา  และการเมืองได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารของมนุษย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพูดและการชักจูงใจ  อย่างไรก็ตามการสื่อสารเพิ่งจะได้รับการศึกษาค้นคว้าในเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific  investigation) โดยใช้วีการในการสำรวจและวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้เอง  กล่าวคือนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2476 (ค.ศ.1933)  เป็นต้นมา    นักวิชาการสาขาต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา    เช่น    นักจิตวิทยา    นักสังคมวิทยา  นักมานุษยวิทยา  นักรัฐศาสตร์  นักเศรษฐศาสตร์  นักคณิตศาสตร์  นักประวัติศาสตร์  นักภาษาศาสตร์  นักการศึกษา  วิศวกร  ตลอดจนนักนิเทศศาสตร์เอง  ได้ให้ความสนใจศึกษาทฤษฎีและทำการวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสาร  ทฤษฎีและการวิจัยของนักวิชาการสาขาต่างๆ เหล่านี้  ช่วยทำให้เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารของมนุษย์ได้ดีขึ้น  และเป็นพื้นฐานสำหรับวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ในฐานะที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง  จนอาจกล่าวได้ว่า  สาขาวิชาด้านการสื่อสารของมนุษย์หรือนิเทศศาสตร์เป็นสหวิทยา (interdiscipline)  ทฤษฎีและวิธีการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ก็อาศัยลักษณะสหวิทยา (interdisciplinary approach)

                จากการที่บุคคลต่างๆ ข้างต้นได้ให้ความหมายของคำว่า  “การสื่อสาร” ไว้  เราจะเห็นได้ว่า  สิ่งหนึ่งที่ความหมายเหล่านี้มีอยู่ร่วมกันก็คือ  การสื่อสารของมนุษย์ตั้งอยู่บนหลักของความสัมพันธ์ (relationship)  กล่าวคือในการสื่อสารนั้นจะต้องมีผู้เกี่ยวข้องอยู่  2  ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร  อีกฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับสาร  ทั้งสองฝ่ายมีความเกี่ยวพัน (สัมพันธ์) กัน เราจึงพอสรุปได้ว่า

                “การสื่อสาร คือ กระบวนการของการถ่ายทอดสาร (message) จากบุคคลฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ผู้ส่งสาร (source) ไปยังบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ผู้รับสาร (receiver) โดยผ่านสื่อ (channel)”

 

ความสำคัญของการสื่อสาร

 

                การสื่อสารนั้นจัดได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์  นอกเหนือจากปัจจัยสี่  ที่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์  อันได้แก่  อาหาร  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค  แม้การสื่อสารจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตายของมนุษย์เหมือนกับปัจจัยสี่ข้างต้น  แต่การที่จะให้ได้มาซึ่งปัจจัยทั้งสี่นั้นย่อมต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือแน่นอน  มนุษย์อาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของตน  และเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม  การสื่อสารเป็นพื้นฐานของการติดต่อของมุนษย์  และเป็นเครื่องมือสำคัญของกระบวนการสังคม  ยิ่งสังคมมีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด  และประกอบด้วยคนจำนวนมากเท่าใด  การสื่อสารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น  การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  อุตสาหกรรม  และสังคมที่นำมาซึ่งความสับสน  ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและความไม่แน่ใจแก่สมาชิกของสังคม  ย่อมต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

                การสื่อสารมีความสำคัญต่อมนุษย์  5  ประการ คือ

1.       ความสำคัญต่อความเป็นสังคม

2.       ความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน

3.       ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ

4.       ความสำคัญต่อการปกครอง

5.       ความสำคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศ

 

1.  ความสำคัญต่อความเป็นสังคม

 

                การที่มนุษย์สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นสังคม  นับตั้งแต่การรวมตัวกันเป็นครอบครัว  ชุมชน  เผ่าพันธุ์  จนกระทั่งถึงการรวมตัวเป็นสังคมขนาดใหญ่ในระดับประเทศนั้นอาศัยการสื่อสารเป็นพื้นฐาน  กล่าวคือ  การมีสังคมมนุษย์ตั้งแต่สังคมดั้งเดิมดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงสังคมทันสมัย  เช่น  ปัจจุบัน  เกิดจากการที่มนุษย์สามารถทำการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน  และทำความตกลงกัน  เพื่อสร้างกฎระเบียนของสังคมให้เป็นที่ยอมรับระหว่างสมาชิก  เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเป็นสังคม  และการที่สังคมยังคงดำรงสภาพความเป็นสังคมอยู่ได้ก็เนื่องจากสมาชิกของสังคมใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในอันที่จะรักษาสถาบันต่างๆ  และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมให้เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติกันต่อไป  หรือแม้แต่เมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลง  คนในสังคมก็ต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการที่จะทำความเข้าใจระหว่างกัน  สร้างกฎเกณฑ์ใหม่  เปลี่ยนแปลงทัศนคติ  และพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสภาพของสังคม  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการมีสังคมมนุษย์ต้องอาศัยการสื่อสาร  สังคมมนุษย์เกิดจากการใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการที่จะรวมคนหลายๆ คนให้มาอยู่รวมกัน  การสื่อสารจึงเปรียบเสมือนสายใยของสังคมที่ประสานหน่วยย่อยต่างๆ  ของสังคมให้รวมเข้าไว้ด้วยกัน  เอ็ดเวิร์ด  สะเพียร์  ได้กล่าวเอาไว้ว่า

                “เป็นที่แน่ชัดว่าในการสร้างสังคมนั้น  หน่วยต่างๆ และสาขาต่างๆ ของสังคม  ความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกของสังคม  จำต้องอาศัยกระบวนการสื่อสาร  เรามักพูดถึงสังคมในลักษณะของโครงสร้างที่แน่นอนซึ่งกำหนดโดยประเพณี  แต่แท้ที่จริงแล้วสังคมเกิดจากระบบของความเกี่ยวพันที่ลึกซึ้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างสมาชิกขององค์การต่างๆ  ไม่ว่าองค์การนั้นจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่  มีความสลับซับซ้อนมากหรือน้อยเพียงใด  นับตั้งแต่คู่รักหรือครอบครัวไปจนถึงสันนิบาตชาติ  หรือมวลชนในนานาประเทศที่สามารถรับทราบข่าวสารกันได้โดยผ่านสื่อมวลชน  ระบบวัฒนธรรมทุกระบบ  และพฤติกรรมทางสังคมทุกพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการสื่อสารไม่โดยตรงก็โดยอ้อม”

                หากเราจะพิจารณาถึงความเกี่ยวพันระหว่างการสื่อสารกับสังคม  เราจะเห็นได้ว่าแม้สังคมจะมีพัฒนาการไปอย่างไรในช่วงเวลาหลายๆ ศตวรรษจากสังคมเผ่าพันธุ์ (tribes) ในสมัยดึกดำบรรพ์มาสู่สังคมทันสมัยในปัจจุบัน  การสื่อสารก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงลดถอยความสำคัญที่มีต่อสังคมลงไปเลย  สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปก็คือ  เครื่องมือและโครงสร้างของการสื่อสาร  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อขยายบทบาทของการสื่อสารให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมแต่ละสมัย  ระบบการสื่อสารที่ง่าย  ไม่เป็นทางการ   และไม่ยุ่งยาก  ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบที่เป็นทางการขึ้น  เนื่องจากกิจกรรมด้านการสื่อสาร  มีความสลับซับซ้อน  ทันสมัยขึ้นและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากขึ้น  ในสังคมแบบดั้งเดิมและสังคมขนาดเล็ก  สมาชิกของสังคมอาศัยการสื่อสารด้วยการบอกเล่าจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง (word-of-mouth communication) การสื่อสารแบบเฉพาะหน้า (face- to-face communication) การสื่อสารระหว่างบุคคล (inter-personal communication) เป็นหลัก  ในขณะที่ในสังคมที่ทันสมัยและมีขนาดใหญ่  มีความสลับซับซ้อน  มีกิจกรรมมากมาย  และประกอบไปด้วยคนจำนวนมากนั้น  การสื่อสารมวลชน (mass communication) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญ

                คนสมัยใหม่ได้สร้างเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยขึ้นมาจนสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่กีดขวางการสื่อสารของคน  มนุษย์อวกาศขึ้นไปโคจรรอบโลกแล้วส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รายงานสิ่งที่ตนได้พบ  กล้องโทรทัศน์บนยานอวกาศถ่ายภาพดวงจันทร์และดาวอังคาร  ตลอดจนการเดินบนดวงจันทร์ของมนุษย์อวกาศ  การถ่ายทอดสดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในที่แห่งหนึ่งผ่านดาวเทียม  ให้คนที่อยู่ในที่อื่นๆ  ได้ดูเหตุการณ์นั้นในเวลาเดียวกับที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น  เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยเหล่านี้ช่วยย่นเวลาและระยะทางในการสื่อสารได้  ทำให้โลกซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลแคบลง  และคนสามารถทำการสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น

 

2.  ความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน

 

                การสื่อสารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา  อาจกล่าวได้ว่า  ตลอดเวลาที่เราตื่น (ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 2  ใน 3  ของ 1 วัน)  เราทำการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา  กิจกรรมต่างๆ ที่เราทำประจำวันนั้นมีการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ  ลองพิจารณาดูตัวอย่างพฤติกรรมการสื่อสารของ นาย ก. ดังต่อไปนี้

                นาย ก. ตื่นนอนเวลา 6.00 น. เปิดวิทยุฟัง (การสื่อสารมวลชน)  จากนั้นก็เข้าห้องน้ำ  ในขณะที่อาบน้ำ นาย ก.  ก็คิดถึงงานที่จะต้องทำที่ที่ทำงาน (การสื่อสารภายในบุคคล)  ขณะนั่งกินข้างกับภรรยา  นาย ก.  ก็คุยกับภรรยา (การสื่อสารระหว่างบุคคล)  ขณะขับรถมาทำงาน  นาย  ก.  ได้เห็นป้ายประกาศและป้ายโฆษณาต่างๆ  (การสื่อสารด้วยตัวหนังสือและภาพ)  เมื่อถึงที่ทำงาน  นาย  ก.  ก็เข้าไปเซ็นชื่อ (การสื่อสารด้วยตัวหนังสือ)  จากนั้นก็อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน (การสื่อสารมวลชน)  ต่อมาเขาก็พูดโทรศัพท์ (การสื่อสารด้วยคำพูด)  จากนั้นก็ลงมือทำงานเขียนบันทึกความเห็น (การสื่อสารด้วยตัวหนังสือ)  พอตอนสาย  นาย  ก.  ก็เข้าร่วมประชุม (การสื่อสารระหว่างบุคคล)  เสร็จจากประชุม  ขณะเดินกลับห้องทำงานเสมียนพนักงานก็ยิ้มให้ (การสื่อสารด้วยกิริยาท่าทาง)  ถึงเวลาอาหารกลางวัน  นาย  ก.  ก็ไปที่ร้านแห่งหนึ่งแล้วสั่งอาหารมารับประทาน (การสื่อสารด้วยคำพูด)  พอดีมีเพื่อนอีก 2-3 คนมานั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกัน จึงคุยกันไปด้วย (การสื่อสารระหว่างบุคคล  และการสื่อสารด้วยคำพูด)  จากนั้นก็กลับไปทำงาน  (การสื่อสารด้วยคำพูดและตัวหนังสือ)  เลิกจากงานก็ขับรถไปฟังการอภิปรายที่ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ (การสื่อสารกลุ่มใหญ่)  จากนั้นก็กลับมาที่บ้านเปิดทีวีดู (การสื่อสารมวลชน)

                นี่เป็นเพียงตัวอย่างสมมุติ  ซึ่งสรุปและรวบรัดในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนๆ หนึ่ง  อย่างไรก็ตามเราจะเห็นได้ว่าตลอดเวลาเหล่านี้  นาย  ก.  ต้องทำการสื่อสารอยู่ตลอดเวลาไม่ในฐานะผู้ส่งสาร (พูด  เขียน  แสดงกิริยาท่าทาง)  ก็ในฐานะผู้รับสาร (ฟัง  อ่าน  ดู)  เราทุกคนก็อยู่ในสภาพเดียวกับนาย  ก.  กล่าวคือ ต้องทำการสื่อสารตลอดเวลา  ไม่ในฐานะผู้ส่งสารไปยังบุคคลอื่น  ก็ในฐานะผู้รับสารของบุคคลอื่น

 

3.  ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ

 

                ในวงการอุตสาหกรรม  การปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีในการผลิต  ตลอดจนการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน  ทำให้ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  โรงงานอุตสาหกรรมเป็นสถาบันหนึ่งซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชน  ลูกจ้างของโรงงานอุตสาหกรรมเองก็ได้มีการรวมตัวกันเป็นองค์การในรูปของสหภาพแรงงาน  เพื่อที่จะให้มีพลังในอันที่จะต่อรองแสดงความต้องการของตน  และชี้ข้อบกพร่องของฝ่ายบริหาร  นอกจากนั้นโรงงานอุตสาหกรรมยังมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกฝ่ายต่างๆ อีกหลายฝ่าย  ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งของโรงงาน  ผู้บริโภคสินค้า  เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ฯลฯ  การดำเนินกิจการของโรงงานอุตสาหกรรมนั้นย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลเหล่านี้ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม  รวมทั้งต้องอาศัยความสนับสนุนและความร่วมมือจากบุคคลเหล่านี้ด้วย  บุคคลประเภทต่างๆ เหล่านี้เป็นบุคคลที่โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องสร้างความสัมพันธ์ด้วย  กิจการด้านการสื่อสารแขนงหนึ่งที่เรียกว่า “การประชาสัมพันธ์” (public relations) จึงได้เกิดขึ้น  โรงงานอุตสาหกรรมได้อาศัยการประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น  รวมทั้งตรวจสอบประชามติหรือความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มต่างๆ  ที่มีต่อโรงงานด้วย

                ในแง่ของการผลิต  การผลิตสินค้าของวงการอุตสาหกรรมสมัยใหม่กระทำโดยเครื่องจักรทันสมัยที่สามารถผลิตสินค้าออกมาได้เป็นจำนวนมาก (mass production)  และสินค้าประเภทเดียวกันของบริษัทหนึ่งก็มีลักษณะและคุณภาพที่ใกล้เคียงกับสินค้าของบริษัทคู่แข่งขันอื่นซึ่งมีอยู่หลายบริษัท  บริษัททั้งหลายจึงต้องแข่งขันกัน  เพื่อให้ผู้ซื้อได้ทราบว่ามีสินค้าของตนอยู่ในตลาดสินค้าของตนมีลักษณะและคุณสมบัติอย่างไร  รวมทั้งต้องการชี้ให้ผู้ซื้อเกิดความรู้สึกว่าสินค้าของคนต่างจากสินค้าของคู่แข่ง  มีคุณภาพดีกว่า  เด่นกว่าสินค้าของคู่แข่ง  ผลที่ตามมาก็คือการใช้การโฆษณา (advertising)  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและชักจูงใจให้ประชาชนซื้อสินค้า  ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่าการโฆษณาสินค้าได้เป็นไปอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง  ตั้งแต่สินค้าประเภทของกินของเด็กไปจนกระทั่งถึงสินค้าประเภทบ้าน  รถยนต์  และเครื่องไฟฟ้าที่มีราคาแพง  โดยอาศัยสื่อต่างๆ  นับตั้งแต่ป้ายโฆษณาตามอาคาร  ป้ายโฆษณาข้างและท้ายรถโดยสารประจำทาง  โฆษณาทางหนังสือพิมพ์  นิตยสาร  วิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์และภาพยนตร์

                ในด้านตัวผู้บริหารงานของบริษัทอุตสาหกรรมเอง  ก็ได้เปลี่ยนบทบาทจากการควบคุมด้านเทคนิคในการผลิตมาเป็นบทบาทในการสื่อสาร  ในสมัยก่อนผู้บริหารรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเทคนิคในการผลิต  แต่เมื่อเครื่องจักรเข้ามีบทบาทในการผลิตสินค้าได้คราวละมากๆ  ผู้บริหารก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ดังกล่าว  แต่หันกลับมาทำหน้าที่ในการบริหารคนโดยอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือ  ประธานบริษัทผลิตตู้เย็นบริษัทหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ยอมรับว่าเขาไม่ทราบว่าในกระบวนการผลิตตู้เย็นนั้นมีกรรมวิธีอย่างไร  เขาทราบแต่เพียงว่า  เมื่อใส่โลหะเข้าไปที่ต้นทาง (input) โลหะนั้นก็จะกลายมาเป็นตู้เย็นที่ปลายทาง (output)  หน้าที่ของประธานบริษัทผู้นี้ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท  และมีเงินเดือนมหาศาลนั้น  ไม่ใช่เพราะเขามีความรู้เรื่องตู้เย็น  หากแต่เป็นเพราะเขามีความสามารถในการที่จะสั่งงาน  และประสานงานโดยอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของเขา

                ผู้บริหารในระดับรองลงมาในบริษัทอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้  ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพูดให้ข่าวสารแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา  รับข่าวสารจากผู้บริหารชั้นสูง  และส่งข่าวสาร