Update

 

 

 

 

 

 

FARA Profile

 

 

นบ.1501 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

อ.วิชัย ธรรมชอบ และคณะ

อาทิตย09:40-12.10 น.ห้อง1409

 

อ.วิชัย ธรรมชอบ

 

ตารางเรียนประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549

ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2549 – 7 มกราคม 2550

 

วัน

เวลา

รหัสวิชา   ชื่อวิชาที่เปิดสอน

ห้อง

อาจารย์ผู้สอน

เสาร์

08.00-12.10 น.

นท.2106 การรายงานข่าวและเขียนข่าว

1406

อ.บุญเลิศ คชายุทธเดช,อ.เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

 

13.00-15.30 น.

ศท.1501 สังคมกับเศรษฐกิจ

1319

อ.สุเทพ จันดาวัน และคณะ

 

15.30-20.00 น.

นท.2102 การเขียนเชิงสร้างสรรค

1406

รศ.ประชัน วัลลิโก และคณะ

อาทิตย์

09.40-12.10 น.

นบ.1501 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

1409

อ.วิชัย ธรรมชอบ และคณะ

 

13.00-15.30 น

นท.2104 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารธุรกิจ

1407

อ.ศกุล พงศทัต และอ.พิมพพิชญ์ ตันวัฒนเสรี

 

15.30-20.00 น.

นท.5605 ผู้ประกาศและพิธีกรในการดำเนินรายการ

1406

อ.วทัญญู มุ่งหมาย และคณะ

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป

กฎหมายเกิดขึ้นได้อย่างไร

    มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมกัน

    มีการติดต่อสัมพันธ์กัน แลกเปลี่ยนปัจจัยกันเพื่อการดำรงชีวิต

    จำเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์ เพื่อควบคุมความประพฤติของสมาชิก เป็นการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    เพื่อให้เกิดความผาสุกขึ้นในสังคม

    กฎหมายมีไว้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อสร้างปัญหา กฎหมายมีไว้เพื่อความสุข-เป็นคุณ ไม่ใช่เป็นทุกข์เป็นภาระแก่สมาชิกสังคม

กฎหมายกับศาสนา

    ศาสนาเป็นข้อบังคับที่ศาสดาของแต่ละศาสนากำหนดขึ้น

    เพื่อให้มนุษย์ที่นับถือมีความเชื่อถือและบังคับตนเอง

    ศาสนาแนะนำให้ประพฤติแก่สิ่งที่เป็นความดี และละเว้นในสิ่งที่เป็นความชั่ว

    ศาสนาเป็นการกำหนดความประพฤติและแนวทางปฏิบัติไว้

    หากผู้ใดประพฤติปฏิบัติไม่ชอบ ศาสนาก็สอนว่าผู้นั้นจะได้รับผลร้ายเป็นการตอบแทน

    กฎหมายกับกฎในศาสนามีข้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

    ศาสนาเป็นที่มาประการหนึ่งของกฎหมาย

    ศาสนามีส่วนทำให้กฎหมายมีความถูกต้องยุติธรรมและใช้ควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมได้เป็นอย่างดี

กฎหมายกับศีลธรรม

    ศีลธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ว่าการกระทำอย่างไรเป็นการกระทำที่ชอบ และการกระทำอย่างไรเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ

    กฎหมายกำหนดข้อบังคับอันเป็นการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ เช่นเดียวกับศีลธรรม

    กฎหมายกับศีลธรรมมีข้อแตกต่างกันบางประการ

3.1 กฎหมายเป็นข้อบังคับที่กำหนดพฤติกรรมภายนอกของมนุษย์ แต่ศีลธรรมเป็นเรื่องความรู้สึกภายในใจของมนุษย์ แม้คิดไม่ชอบก็ผิดศีลธรรมแล้ว

3.2  ศีลธรรมมีความมุ่งหมายสูงกว่ากฎหมาย ต้องการให้มนุษย์พร้อมบริบูรณ์ด้วยความดีทั้งกายและใจ แต่กฎหมายมุ่งเพียงธำรงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ของสังคม เป็นผลเพียงทางกาย

3.3  กฎหมาย การฝ่าฝืนต้องได้รับผลร้ายโดยรัฐเป็นผู้กำหนด สภาพบังคับ ส่วนการฝ่าฝืนศีลธรรม ย่อมมีผลสภาพบังคับเป็นลักษณะกระทบกระเทือนจิตใจของ

ผู้ฝ่าฝืน จะมีมากน้อยขึ้นอยู่กับความสำนึก ผิดชอบชั่วดี ในแต่ละบุคคล

กฎหมายกับจารีตประเพณี

    จารีตประเพณี หมายถึง ระเบียบแบบแผนของความประพฤติที่มนุษย์ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมุ่งถึงสิ่งที่เป็นการกระทำภายนอกของมนุษย์เท่านั้น

    จารีตประเพณีอาจเป็นการเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เฉพาะอาชีพ เฉพาะท้องถิ่น ฯลฯ

    จารีตประเพณีของสังคมหนึ่งอาจแตกต่างจากอีกสังคมหนึ่งก็ได้

    คล้ายกับกฎหมายในส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมภายนอกของมนุษย์

    แต่ก็มีข้อแตกต่างกัน ดังนี้

5.1 กฎหมาย – รัฐเป็นผู้มีอำนาจบัญญัติใช้บังคับ

จารีตประเพณี – ประชาชนอาจเป็นชนชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นผู้กำหนด

5.2 กฎหมาย – ผู้ฝ่าฝืนกระทำผิด ผลร้ายคือถูกลงโทษ

จารีตประเพณี – ผู้ฝ่าฝืนกระทำผิด ผลร้ายคือถูกตำหนิติเตียนจากสังคม

จารีตประเพณีอาจเป็นกฎหมายได้ในบางสังคม

ลักษณะสำคัญของกฎหมาย

    กฎหมายมีลักษณะเป็นคำสั่ง บังคับ

    กำหนดขึ้นโดยผู้มีอำนาจในสังคมที่เรียกว่า “รัฎฐาธิปัตย์”

    ใช้บังคับได้เป็นการทั่วไป

    ต้องมีสภาพบังคับแก่ผู้ฝ่าฝืน

ความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้กฎหมาย

    ให้ประโยชน์แก่ประชาชนโดยตรง

    “ความไม่รู้กฎหมาย ไม่เป็นข้อแก้ตัว”

    เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผาสุกของสังคม

ประโยชน์ของการรู้กฎหมาย

    ประโยชน์ในด้านการศึกษาสังคมศาสตร์ – ศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดบทบาทและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม โดยมาตรการทางกฎหมาย

    ได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของบุคคล องค์กร ฯลฯ

    เพื่อการระมัดระวังตัวเองที่จะไม่พลาดพลั้งกระทำผิด

    ประโยชน์ในทางวิชาชีพ เพิ่มประสิทธิภาพการประกอบอาชีพ

    ประโยชน์ในทางการเมื่อการปกครอง – ประชาชนรู้สิทธิหน้าที่ ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของการปกครองและการบริหารบ้านเมือง

โครงร่างของกฎหมาย

    หลักการของกฎหมาย (Principle) คือสาระสำคัญของกฎหมายทั้งฉบับซึ่งก็คือ ตัวบทกฎหมายแต่ละมาตรานั่นเอง

    เหตุผลของกฎหมาย (Rationale) เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวบทกฎหมาย “เหตุผลคือวิญญาณของกฎหมาย”

การทราบถึงเหตุผลของกฎหมายทำให้เกิดประโยชน์

    เข้าใจกฎหมายนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ได้ทราบประวัติและวิวัฒนาการของกฎหมายนั้น

    ทำให้ตีความกฎหมายนั้นได้ถูกต้อง

ระบบกฎหมายในปัจจุบัน

                ระบบหรือสกุลกฎหมายในโลกปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 4 สาย

1. สกุลโรมาโน-เยอรมานิค (Romano-Germanic Family)

            - มีอยู่ในประเทศที่วิชานิตศาสตร์พัฒนาจากกฎหมายโรมัน

                - ปรัชญาเมธีแห่งสกุลนี้สนใจทางด้านการสร้างทฤษฎีมากกว่าจะคำนึงถึงการนำกฎหมายไปปฏิบัติ

                - วัตถุประสงค์หลักจะจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจึงมีฐานเป็นกฎหมายเอกชน

                - เกิดขึ้นในทวีปยุโรปประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 12 ประสงค์จะให้มีหลักเกณฑ์ทางโลก แยกออกจากกฎเกณฑ์ทางศาสนา

                - ทางที่เรียกกฎหมายในสกุลนี้ว่า “ระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวล” เพราะมีการรวบรวมจัดระเบียบข้อกฎหมายไว้ในรูป “ประมวลกฎหมาย” หรือ

ระบบกฎหมายซิวิลลอร์ (Civil law System)

            - บางครั้งอาจเกิดความสับสนเมื่อมีผู้ใช้เพื่อเป็นการแยกระหว่าง Civil law (กฎหมายแพ่ง) และ Criminal law (กฎหมายอาญา) ซึ่งเป็น

                - กฎหมายสกุลนี้ถือว่ากฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีความสำคัญ

                - ถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญกว่าคำพิพากษาของศาลหรือความคิดเห็นของนักกฎหมาย

                - สกุลนี้ถือว่ากฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนเป็นคนละส่วนกัน

 

2. สกุลคอมมอนลอร์ (The family of common law)

                - คอมมอนลอร์เป็นผลของการที่เป็นผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ของตนในการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี

                - เป็นการแก้ไขปัญหาคดีเฉพาะหน้าที่มากกว่าการวางหลักเกณฑ์เพื่อไว้ใช้ในอนาคต

                - มุ่งสร้างความสงบมากกว่าที่จะวางแนวสร้างทฤษฎี

                - มีรากเหง้ามาจากลัทธิศักดินา (Fendalism) ซึ่งกระจายเป็นกลุ่มอยู่ทั่วประเทศอังกฤษ และมีจารีตประเพณีของตนเอง

                - ไม่ว่าท้องถิ่นใดหากมีคดีคล้ายคลึงกันก็ต้องใช้หลักของคดีแรกเป็นบรรทัดฐาน

                - กฎหมายสกุลนี้พัฒนาจากกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือนำเอาจารีตประเพณีและคำพิพากษาซึ่งเป็นบันทัดฐานในสมัยก่อนมาใช้

                - บางครั้งเรียกว่า “สกุลกฎหมายที่เกิดจากศาล” (                  made law)

 

3. สกุลกฎหมายสังคมนิยม

                - วิชานิติศาสตร์ที่มีพื้นฐานจากกฎหมายโรมันซึ่งสร้างขึ้นโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในยุโรป

                - นักนิติศาสตร์สังคมนิยมต้องการสร้างเงื่อนไขสำหรับระเบียงสังคมขึ้นใหม่

                - อ้างว่าได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนภายใต้แนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ

                - ลักษณะของกฎหมายจึงหนักไปทางด้านกฎหมายมหาชน (Public law) มากกว่ากฎหมายเอกชน (Private law)

                - เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตหลังการปฏิวัติใหญ่เมื่อ ค.ศ.1917 และประเทศอื่นๆ บริวารของโซเวียต

                - เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกับกฎหมายในสกุลโรมาโน เยอรมานิค แต่มีส่วนต่างสำคัญคือ

                - สกุลโรมาโน เยอรมานิค พัฒนามาเป็นลำดับโดยอาศัยระยะเวลา โดยอาศัยเหตุผลและเหตุการณ์เป็นตัวอยู่เบื้องหลังการออกกฎหมาย

                - สกุลสังคมนิยมอาศัยการเมืองผลักอันออกการกฎหมาย

                - สกุลโรมาโนเยอรมานิคถือว่ากฎหมายอาญาต้องใช้อย่างเคร่งครัด สกุลสังคมนิยมยอมรับการลงโทษบุคคลโดยการออกกฎหมายย้อนหลัง และการลงโทษโดย

วิธีเทียบเคียงความผิด

                - สกุลสังคมนิยม คำนึงถึงเป้าหมาย “สร้างความทัดเทียมในสังคม” มากกว่าวิธีการขั้นตอน แม้จะต้องออกกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

                - สกุลสังคมนิยมถือว่ารัฐมีอำนาจจำกัดการมีสิทธิ์ในทรัพย์สินของ                     ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์

                - ให้ความสำคัญแก่กฎหมายมหาชนมากกว่ากฎหมายเอกชน

 

ที่มาของกฎหมายในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรมี 3 ประการ คือ

    กฎหมายลายลักษณ์อักษร

    จารีตประเพณี

    หลักกฎหมายทั่วไป

1. กฎหมายลายลักษณ์อักษร

1.1 ประมวลกฎหมาย

                เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ได้รวบรวมกฎหมายเรื่องเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันมาบัญญัติไว้รวมกันเป็นเรื่อง เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ เพื่อสะดวกในการ

ศึกษาและใช้ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น

1.2 รัฐธรรมนูญ

                เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่สำคัญ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เป็นแม่บท หรือเป็นหลักสำคัญในการกำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ

                กฎหมายอื่นใดจะมาลบล้างหรือขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญย่อมไม่ได้

1.3 พระราชบัญญัติ

                เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติขึ้นเฉพาะเรื่อง

                เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์รองลงมาจากรัฐธรรมนูญ องค์กรนิติบัญญัติเป็นผู้ตรา (กำหนด) ออกมา มีขั้นตอนการร่าง การเสนอ การพิจารณา การลงมติทุกขั้นตอนมี

ระบบ และความรอบคอบจนกระทั่งถึงขั้นทรงลงพระปรมาธิไธย และการประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา เช่น พระราชบัญญัติการพิมพ์ พระราชบัญญัติสถาบัน

อุดมศึกษาเอกชน เป็นต้น

1.4 พระราชกำหนด

                เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ฝ่ายบริหารมักได้รับมอบอำนาจให้ออกกฎหมายได้ในยามฉุกเฉิน จำเป็นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

                เป็นกฎหมายชั่วคราวที่จะต้องนำเข้าเสนอฝ่ายนิติบัญญัติภายในเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากไม่ได้รับอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนั้นก็เป็นอันตกไป หากได้รับอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติก็จะกลายสภาพเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ เช่น พระราชกำหนดเกี่ยวกับการบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉินใน

จังหวัดชายแดน (ภายหลังได้รับความเห็นชอบเป็นพระราชบัญญัติ)

1.5 พระราชกฤษฎีกา

                เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ออกโดยฝ่ายบริหาร

                การออกกฎหมายชนิดนี้ต้องอาศัยอำนาจที่ได้รับมอบหมายตามพระราชบัญญัติซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญไว้เป็นแม่บทเพื่อให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติได้เป็นผลดียิ่งขึ้น เช่น พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

1.6 กฎกระทรวง

                เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ออกโดยฝ่ายบริหารเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติต้องอาศัยหลักการในกฎหมายหลักมาขยายต่อในรายละเอียดเพื่อ

การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร โดยปกติกฎกระทรวงมักออกโดยรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติที่เป็นแม่บทให้อำนาจไว้

1.7 เทศบัญญัติและกฎหมายที่ออกโดยองค์การปกครองตนเอง ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับเทศบาล

                กฎหมายลายลักษณ์อักษรเหล่านี้จะออกได้ต่อเมื่อมีพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทกำหนดให้อำนาจได้ เช่น พระราชบัญญัติเทศบาล พระราชบัญญัต

ิกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้แบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ระดับคือ

1)      การบริหารราชการส่วนกลาง

2)      การบริหารราชการส่วนภูมิภาค

3)      การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

 

2. จารีตประเพณี

                หมายถึงจารีตประเพณีที่ยังมิได้ถูกนำไปบัญญัติเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร

                หมายถึงแบบอย่างของความประพฤติ ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปนิยมปฏิบัติตามกันมานาน จนเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เสมอด้วยกฎหมาย เช่น การท

ี่แพทย์ตัดแขนหรือขายของคนไข้เพื่อทำการรักษาด้วยความยินยอมของคนไข้ ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าแพทย์ทำผิดฐานทำร้ายร่างกาย เป็นต้น เพราะกระทำภายใต้กฎกติกา

จรรยาแพทย์ที่กำหนดขึ้น จึงไม่ถือว่าเป็นความผิดในทางกฎหมาย

                ศาลฎีกาของไทยได้วางหลักในการวินิจฉัยไว้ว่า การที่ศาลจะยอมรับว่าจารีตประเพณีนั้นเป็นกฎหมาย จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

1)      ต้องเป็นประเพณีซึ่งมีมานาน

2)      ต้องเป็นประเพณีอันสมควร (ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน)

3)      ต้องมีกำหนดแน่นอนโดยสถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง (มีประชาชนในท้องถิ่นถือปฏิบัติกันโดยทั่วไป)

4)      ต้องไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ หรือขัดกับกฎหมาย

 

3. หลักกฎหมายทั่วไป

                นักกฎหมายมีความเห็นแตกต่างกันไปว่าจะหาหลักกฎหมายทั่วไปจากที่ไหน ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย เห็นว่าหลักกฎหมายทั่วไปนั้น คือ

                3.1 หลักกฎหมายดั้งเดิม ซึ่งเขียนเป็นสุภาษิตกฎหมายที่เขียนเป็นภาษาละติน

                ตัวอย่างสุภาษิตกฎหมาย

1)      คำใดชัดอยู่แล้วไม่ต้องอธิบาย

2)      ผู้ไม่เสียหายย่อมไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้อง

3)      โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องปล่อยจำเลย

4)      เพียงแต่การกระทำยังไม่ผิด เว้นแต่กระทำด้วยเจตนาอัน

5)      อะไรปลูกปักลงบนที่ดิน ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน

6)      พินัยกรรมย่อมเปลี่ยนได้เสมอจนกว่าผู้ทำจะตาย

7)      กฎหมายย่อมให้ใช้อาวุธต่อสู้กับผู้มีอาวุธ

8)      เรือนจำเป็นที่คุมขัง ไม่ใช่สำหรับลงโทษคน

9)      เพียงแต่บุคคลหนึ่งเท่านั้น เขายังไม่ควรถูกลงโทษ

10)  เมื่อได้รับมอบอำนาจมาแล้ว จะมอบต่อไปอีกชั้นหนึ่งไม่ได้

11)  ผู้พิพากษาได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ แต่การใช้อำนาจของศาลเป็นไปตามกฎหมาย

12)  คดีอย่างเดียวกัน คำพิพากษาต้องเหมือนกัน

13)  ดุลยพินิจคือการหยั่งรู้โดยกฎหมายว่าอะไรคือความยุติธรรม

14)  กฎหมายนั้นบางทีอาจหลับไม่ได้แต่ไม่เคยตาย

15)  ข้อยกเว้นต้องมาทีหลัง

16)  สัญญาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย

17)  ผู้หลบหนีคำพิพากษา คือผู้ที่ยอมรับว่าตนผิด

 

3.2 หลักกฎหมายที่แฝงอยู่ในบทกฎหมายต่างๆ เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่พบจากการพิจารณาตัวบทมาตราต่างๆในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หลักที่ค้นพบนี้ย่อมเป็นหลักทั่วไปที่จะนำไปใช้แก้กรณีอื่นๆที่คล้ายคลึงกันได้

 

ประเภทของกฎหมาย

                แบ่งตามแหล่งกำเนิด

1.      กฎหมายภายใน-ซึ่งบัญญัติขึ้นโดยองค์กรของรัฐ เพื่อใช้ภายในประเทศ

2.      กฎหมายภายนอก-ซึ่งบัญญัติขึ้นโดยองค์กรระหว่างประเทศ หรือเกิดขึ้นจากตกลงระหว่างประเทศที่จะยอมรับ

1.      กฎหมายภายใน

ก)