|
|
Update
|
|
|
ตารางเรียนประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2549 7 มกราคม 2550
|
วิชา นท.2102 การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (ชุดที่ 1)
ความสำคัญของเรื่องนี้เริ่มจากการมีความคิดเชิงสร้างสรรค์ ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าเพราะประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าพูดกล้าทำ กล้ารับคำวิจารณ์ และพร้อมที่จะรับฟังคำวิจารณ์และพร้อมที่จะปรับปรุงด้านการส่วนตัวและ ด้านหน้าที่การงาน ลำดับการศึกษา - ความคิดเชิงสร้างสรรค์ - การเขียนเชิงสร้างสรรค์ - ประเภทข้อเขียนเชิงสร้างสรรค์ - ตัวอย่างข้อเขียนเชิงสร้างสรรค์ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ - ความหมาย - ระดับความคิดเชิงสร้างสรรค์ - กระบวนความคิดเชิงสร้างสรรค์ลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ - การส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ การส่งเสริมให้เกิดความคิดเชิงสร้างสรรค์อุปสรรคที่สกัดกั้นความคิดเชิงสร้างสรรค์ ความหมายของความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือความคิดจินตนาการประยุกต์ที่สามารถนำไปสู่สิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นความคิดในลักษณะ ที่คนอื่นคาดไม่ถึงหรือมองข้ามเป็นความคาดคิดหลากหลายกว้างไกล เน้นทั้งปริมาณและคุณภาพอาจเกิดความคิดผสมผสาน เชื่อมโยงระหว่างความคิดเดิมกับความคิดใหม่ เพื่อแก้ปัญหา และเอื้ออำนวยต่อตนเองและสังคม (อารี รังสีนันท์ ความคิด สร้างสรรค์กรุ่งเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มศว. 2526 หน้า 2-4) หมายถึงความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆโดยมมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดความคิดใหม่ ต่อเนื่องกันไป และความคิดสร้างสรรค์นี้ประกอบด้วยความคล่องในการคิดความคิดยืดหยุ่นและความคิดที่เป็นของตนเอง โดยเฉพาะความคิดริเริ่ม (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, ความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ทฤษฎีการเรียนการสอนการลัดผลประเมินผล, กรุงเทพฯ:2543, หน้า 2) สรุปความหมายความคิดสร้างสรรค์จากคำจำกัดความที่ยกมาเป็นตัวอย่าง พอสรุปความหมายของความคิดสร้างสรรค์ ได้ดังนี้ 1. ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากจินตนาการที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานของความเป็นไปได้ และต้องควบคู่ไปกับความพยายาม (ที่จะทำให้เป็นไปได้) 2. ความคิดสร้างสรรค์จะเน้นที่ความแปลกใหม่/ใช้โครงเก่าวางรูปใหม่ 3. เป็นความคิดที่มีคุณค่าแก่ส่วนรวมในแง่แก้ปัญหาและให้คุณในการดำเนินชีวิตใหม่ในแง่นามธรรมหรือสุนทรียะ ก่อเกิดสุข ระดับความคิดเชิงสร้างสรรค์อาจกำหนดระดับความคิดสร้างสรรค์ได้
3 ระดับดังนี้ 1. ระดับบุคคล ระดับต่ำสุด คิดคนเดียวไม่คำนึงว่าใครจะคล้อยตามหรือไม่ 2. ระดับกลุ่ม คนอื่นในกลุ่มเห็นด้วยว่าสามารถแก้ปัญหาได้และเห็นว่ามีคุณค่าทางสุนทรียะ 3. ระดับสังคมถือว่าเป็นระดับสูงสุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เช่น เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นต้น องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ 1. ความคิดริเริ่ม 2. มีความคล่องแคล่ว 3. มีความยืดหยุ่น 4. มีความละเอียดลออ กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ (Creative Process) นักการศึกษาได้ประมวลกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1. การค้นหาความจริง ขั้นที่ 2. การค้นหาปัญหา ขั้นที่ 3. การตั้งสมมติฐาน ขั้นที่ 4. การค้นหาคำตอบ ขั้นที่ 5. การยอมรับผลจากการค้นพบ นักการศึกษามีความเห็นแตกต่างกัน บางรายก็บอกว่ามี 4 ขั้น บางรายบอกว่ามี 7 ขั้นตอน อย่างไรก็ตามแต่ละคนมีความเห็น คล้ายๆกัน ลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ทัศนะไว้ พอสรุปได้ 9 ประการดังนี้ 1. เป็นตัวของตัวเอง 2. รักที่จะห้าวไปข้างหน้า 3. ไวต่อปัญหา 4. มีความสามารถในการใช้สมาธิ 5. มีความคิดริเริ่ม 6. ยอมรับในสิ่งที่ไม่แน่นอน 7. ไม่ชอบทำตามระเบียบหรือกฎเกณฑ์ 8. มีอารมณ์ขัน 9. ควรมีพื้นฐานหลายอย่างดังต่อไปนี้ 9.1 ความรู้พื้นฐาน (Knowledge) 9.2 จินตนาการ (Imagination) 9.3 วิจารณญาณ (Judgment) การส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ทัศนะว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มพูนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงกระทำได้โดยการสอนและฝึกอบรม ส่วนทางอ้อมเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาและความมานะพยายาม ดังนี้ 1. ยอมรับคุณค่าและความสามารถของบุคคลอย่างไม่มีเงื่อนไข 2. แสดงและเน้นให้เห็นว่าความคิดของเขามีคุณค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 3. ให้ความเข้าใจและเห็นใจในตัวบุคคลที่มีความคิดแหวกแนวจากผู้อื่น 4. อย่าพยายามกำหนดแบบเพื่อให้ทุกคนมีความคิดและบุคลิกภาพเดียวกัน 5. อย่าสนับสนุนให้รางวัลเฉพาะผลงานที่มีผู้ทดลองทำเป็นที่ยอมรับกันแล้ว ควรให้ผลงานแปลกใหม่มีโอกาสบ้าง 6. ส่งเสริมให้ใช้จินตนาการตนเอง โดยยกย่องชมเชยเมื่อมีจินตนาการแปลกและมีคุณค่า 7. กระตุ้นและให้เรียนรู้ด้วยตนเอง 8. ส่งเสริมให้ถามและให้ความสนใจต่อคำถาม รวมทั้งชี้แนะแหล่งคำตอบ 9. ตั้งใจและเอาใจใส่ความแปลกๆของบุคคล และยอมรับว่าการพัฒนาควมคิดสร้างสรรค์ ต้องการเวลาอุปสรรคที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ 1. การต้องการคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว 2. การจำกัดความคิดตนเอง 3. ความเคยชิน 4.
การไม่สนใจสิ่งที่ท้าทายความคิด |
วิชา นท.2102 การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (ชุดที่2) ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์กับการเขียน (จำไมจึงเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์) 1. เมื่อเรามีคิดสร้างสรรค์ เรามักจะต้องการจะบอกคนอื่นให้รับทราบ 2. หรือต้องการสื่อสารให้คนอื่นได้รู้ได้เข้าใจเพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ 3. การสื่อสารกับคนอื่นการทำได้หลายวิธี หนึ่งในจำนวนนั้น คือ การเขียน 4. เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากผู้มีความคิดเชิงสร้างสรรค์ขาดทักษะในการสื่อสาร 5. การสื่อสารที่ต้องการทักษะมากเป็นพิเศษเห็นจะได้แก่การสื่อสารด้วยการเขียน 6. หากเขียนในเชิงสร้างสรรค์ไม่เป็น ไม่เก่ง จะไม่สามารถสื่อสิ่งที่มีค่าออกมาเป็นรูปธรรมได้เลย ความคิดเชิงสร้างสรรค์ก็ จะไม่เกิดประโยชน์อันใด 7. เราต้องกำหนดหรือจัดระเบียบภาษา(เขียน)แทนความคิดที่ต้องการส่งออกไป 8. ด้วยเหตุนี้เรานักนิเทศศาสตร์จึงต้องเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 9. การเขียนอย่างสร้างสรรค์/เชิงสร้างสรรค์เป็นพลังเสริมอันสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์หมายถึงการเขียนที่ผู้เขียนสร้างคำ แนวคิด จากจินตนาการของตนเองโดยมิได้ลอกเลียนแบบ อย่างของผู้อื่น อีกทั้งยังมีอิสระที่จะคิดรูปแบบใหม่ๆที่แหวกแนวจากของเดิมที่มีอยู่ เป็ฯผลงานที่มีคุณค่าทางความคิดริเริ่มอย่าง เด่นชัด (ผศ.ปราณี สุรสิทธิ์, การเขียนเชิงสร้างสรรค์เชิงวารสารศาสตร์, กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แสงดาว, 2541) มีความหมายตรงข้ามกับการเขียนที่มุ่งประโยชน์ทางธุรกิจหรือวิชาการต่างๆในความเรียงเชิงสร้างสรรค์ ผู้เขียนต้อง สามารถใช้จินตนาการ หรือความคิดคำนึงของตน เขียนสารออกมาด้วยถ้อยคำที่สละสลวยประทับในผู้อ่านผู้ฟัง และให้ความรู้สึก ในทางเพลิดเพลินเจริญใจและประดับสติปัญญาไปด้วยในตัว (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. การประพันธ์ กรุงเทพฯ โรงพิมพ์อักษรทัศน์, 2519) การเขียนเชิงสร้างสรรค์หมายถึงการเขียนที่ผู้เขียนสร้างคำ และความจากจินตนาการของตนเอง โดยมิได้ลอกเลียน แบบอย่างของผู้อื่น (ผู้เขียน) มีอิสระที่จะเลือกรูปแบบการเขียนโดยไม่อยู่ในกรอบของลักษณะคำประพันธ์นัก ผลงานเช่นนี้จึงมี ความประณีต มีคุณค่าทางความคิดริเริ่มอย่างเด่นชัด (รศ.ประภาศรี สีหอำไพ, การเขียนแบบสร้างสรรค์, กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2531) จากคำอธิบายข้างต้น
อาจสรุปความหมายของการเขียนฯได้ดังนี้ 1. เขียนจากจินตนาการ เขียนให้ผู้อ่านจินตนาการคล้อยตาม 2. มีความแปลกใหม่ แสดงออกตามทำนองหรือลีลาของผู้เขียน 3. อาจเป็นงานเขียนที่เป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้ 4. สำนวนภาษาดี ทั้งคำ และความ 5. มีคุณค่าทางจิตใจและสติปัญญา อ่านแล้วมีความรู้สึกจรรโลงความดีงาม และมองโลกในแง่ดี การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ตั้งวัตถุประสงค์เชิงสร้างสรรค์ 2. สร้างคำ สอดใส่วิญญาณในคำ 3. สร้างแนวคิด เป็นแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เบิกปัญญา ที่มาของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เวอร์นอน
(P.E.Vernon.Creative ( สร้างสรรค์ โดยเฉพาะในงานเขียน ต้องมีพื้นฐานความคิดดังต่อไปนี้ 1.แรงบันดาลใจ (Inspiration) ความรู้สึกที่เกิดจากประสบการณ์ ทำให้สะเทือนอารมณ์ 2.ความทรงจำ (Memory) คือความคิดถึงสิ่งที่ผ่านมา อดีตซับซ้อนสะเทือนใจ จึงเป็นที่มาของความคิดสร้างสรรค์ 3.ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ (Faith) คือความคิดที่เกิดจากศรัทธาที่ผู้เขียนมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดและเขียนไปตามแนวคิด ที่มุ่งมั่น จะเป็นเอกลักษณ์ของนักเขียนผู้นั้น 4.ลำนำเพลง (Song) คือทำนองถ้อยคำที่เกิดขึ้นในใจของนักเขียนขณะที่ปล่อยอารมณ์ไปถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะเกิด จินตนาการขึ้น กวีที่เขียนงานที่ออกมาในลักษณะที่เรียกว่า จินตกวี ลักษณะของงานเขียนที่เข้าข่ายเชิงสร้างสรรค์ผลงานที่เข้าข่ายงานเขียนเชิงสร้างสรรค์มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1.มีแนวเขียนเป็นอัตวิสัย (subjective) คือผู้เขียนมีข้อสังเกต นึกคิด ประสบการณ์ความเห็น หรือจินตนาการ เป็นของตนเองแล้วเขียนชิ้นงานนั้นขึ้นมา 2.มีความแปลกใหม่ เป็นงานที่แหวกแนว ขอให้สังเกตตารางต่อไปนี้ - แนวเขียนที่ไม่ใช่เชิงสร้างสรรค์ งานเขียนนวนิยายที่มีโครงเรื่องง่ายๆเกี่ยวกับความรัก การต่อสู้ โลดโผน ตื่นเต้น จบลงด้วยสุขสมหวังหรือความเศร้าของตัวละคร ผู้อ่านเดาเรื่องได้ - การเขียนเชิงสร้างสรรค์ พลอตเรื่อง ดำเนินเรื่องแหวกแนว เช่นเรื่อง สี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ ลอดลายมังกร ของประภัสสร เสวิกุล เป็นต้น จัดเป็นงานเขียน เชิงสร้างสรรค์งานเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นงานที่เป็นร้อยแก้ว (ไม่ใช่โคลงฉันท์ลักษณ์กาพ กลอน) และร้อยกรอง 3.เป็นงานเขียนที่ประณีต แต่ไม่ต้องถึงขั้นกวีนิพนธ์เสมอไป คือเริ่มแต่ระดับคุณภาพ แค่พอที่จะสะท้อนศิลปะในการเขียน จนกระทั่งถึงระดับกวีนิพนธ์ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว 4.มีความแปลกใหม่เป็นงานที่แหวกแนว ขอให้สังเกตตารางต่อไปนี้
ความคิดเชิงสร้างสรรค์ตามแนวนิเทศศาสตร์ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ตามแนวนิเทศศาสตร์อาจจำแนกได้เป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. ความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องคำและการใช้คำ 2. ความคิดสร้างสรรค์เชิงฉันทลักษณ์ 3. ความคิดสร้างสรรค์ด้านแนวความคิด 4. ความคิดสร้างสรรค์ในด้านการนำเสนอ 1. ความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องคำและหารใช้คำ คำคือสมบัติของนักเขียน นักเขียนรู้คำมากเท่าใด วงที่เขาจะพูดจะเขียนก็มากขึ้นเท่านั้น นักเขียนจึงต้องเป็นนักสะสมคำ ความหมายของคำ ระมัดระวังในการเลือกสรรใช้คำ รู้ความหมายของคำ สามารถสร้างคำขึ้นมาใหม่ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1.1
นักเขียนจึงต้องเป็นนักสะสมคำ +
การสำสมคำเกิดจากการอ่านมาก + รีบจดบันทึกคำที่
สะดุดตา สะดุดใจ สะดุดความรู้สึก + จัดหมวดหมู่คำ เช่น คำสามานยนาม, คำกริยา (คำกริยาที่แสดงอาการของสัตว์นำมาใช้ เปรียบเทียบกับคน เช่น กัด = มัวแต่กัดกันอยู่ได้ หรือ คาบ เช่น ใครคาบข่าวนี้ ไปบอกเขา) 1.2 ความหมายของคำ + ความหมายตรง ความหมายตามที่พจนานุกรมกำหนด หรือที่เข้าใจกัน เช่น หมดจด, ผ่องใส, ฯลฯ +
ความหมายโดยนัย เช่น เสือผู้หญิง + ความหมายตามปริบท ความหมายที่กำหนดไว้โดยพจนานุกรม แต่มีหลายความหมาย ต้องพิจารณาข้อความแวดล้อมประกอบ เช่น เธอไม่ช่วยทำงาน แต่ขอใส่ชื่ออย่างนี้มัน กินแรง
กันนี่นะ 1.3 รู้จักการใช้คำ รู้จักการใช้คำ ขอให้สังเกตการใช้คำที่เหมาะสมดัง ตัวอย่าง ต่อไปนี้
คำอธิบาย ขัดข้องหมองหมาง
แทน โกรธ, พา แทน จับ, คำเหล่านี้ช่วยให้ความโกรธคลายลง
ถ้อยคำในภาษาไทยมีพลังอำนาจถ้าใช้ถูก
คำไทยมีหลายระดับ คือ 3.1 คำสูง เป็นคำขลัง เช่น อัสสุชล (น้ำ ตา) วิหค (นก) 3.2 คำต่ำ เป็นคำไทยแท้ แต่อาจฟังดูไม่สุภาพ เช่น ตีน (เท้า) โกหก (เท็จ มุสา พูดปด) 3.3 คำหยาบ คำระหายหู เช่น อ้าย อี มึง กู 3.4 คำละเอียด เป็นประณีต เช่น คำราชาศัพท์ 3.5 คำคะนอง คือ คำสแลงใช้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แบ่งออกเป็นสามระดับย่อย คือ คะนอง คือคำสแลง ใช้ในกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะ แบ่งออกเป็นสามระดับย่อย คือ |