|
|
Update
|
|
|
ตารางเรียนประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2549 7 มกราคม 2550
เค้าโครงการบรรยาย นท.2104 วิชา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารธุรกิจ หลักสูตรนิเทศศาสตร์ ภาคสมทบ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 บรรยายโดย อ.ศุกล พงศทัต, อ.พิมพ์พิชญ์ ตันวัฒนเสรี 1.คำอธิบายรายวิชา หลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อธุรกิจ หลักการโฆษณา หลักการประชาสัมพันธ์ หลักการสื่อสารการตลาด การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Intergreated Marketing Communication) และการสื่อสารทุกประเภทเพื่อ ส่งเสริมการตลาดและการขาย 2.รายชื่อหนังสือและเอกสารประกอบการบรรยาย 1.ดารา ทีปะปาล, การสื่อสารการตลาด. อมรการพิมพ์, 2546 2.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชานิเทศศาสตร์, เอกสารการสอนชุดวิชาหลักการโฆษณาและ การประชาสัมพันธ์ (ฉบับปรับปรุง). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2540 3.เสรี วงษ์มณฑา, ครอบเครื่องเรื่องการสื่อสารการตลาด. วิสิทธิ์พัฒนา, 2540 3.วิธีการวัดผลและประเมินผล
4. แผนการบรรยาย |
|
|
รหัสวิชา นท.2104 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารธุรกิจ บทที่
1 หลักเบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารทางธุรกิจ การสื่อสารทั้งรูปแบบการเขียน และการสื่อสารด้วยการสนทนานั้น ต่างก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินงานขององค์กรเนื่องจากเป็นการนำพาข้อมูลข่าวสารที่ ต้องการสู่ลูกค้าขององค์กร นอกจากนี้การสื่อสารยังเป็นกลไกที่ผู้บริหารใช้ในการชักจูงใจพนักงานให้ทำงานตามนโยบายของฝ่ายบริหารซึ่งในทางกลับกัน การสื่อสารก็เป็นช่องทางให้พนักงาน ให้ข้อมูลป้อนกลับไปสู่ฝ่ายบริหาร เพื่อให้ใช้ในการตัดสินใจได้อย่างสมเหตุสมผล องค์กรที่มีการสื่อสารที่มีประสิทธิผล มักจะ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้เป็นอย่างดี การสื่อสารด้วยการเขียน - มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการเขียน : การเขียนทางธุรกิจนั้นมีวัตถุประสงค์ได้หลายหลายจะเริ่มเขียนก็ต่อเมื่อมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแล้วอยู่ ในใจเท่านั้น เพื่อให้การสื่อสารได้ผลตามที่ต้องการ - เพื่ออธิบาย หรือแสดงเหตุผลของสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว - เพื่อแสดงถึงข้อมูล เช่น ในรายงานการวิจัยหรือประกาศนโยบายใหม่ของบริษัท - เพื่อชักจูงให้ผู้อ่านปฏิบัติตาม - เพื่อแจ้งข่าวดีหรือข่าวร้าย - เพื่อสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง - มุ่งเน้นที่ผู้อ่านเป็นหลัก : การสื่อสารในทุกรูปแบบจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้เลย ถ้าขาดซึ่งความดึงดูดใจผู้อ่าน ซึ่งหมายถึง ความต้องการ เจตคติ และการเลือกรับข้อมูลที่ต่างประเภทกันของผู้อ่าน ดังนั้นจึงต้องเข้าใจถึงลักษณะต่างๆเหล่านี้ของผู้อ่านเสียก่อนที่จะเขียนเพราะนั่นจะทำให้สามารถสร้าง ผลตอบรับได้ดีกว่า - ระบุใจความสำคัญให้ชัดเจน : พึงระลึกอยู่เสมอถึงใจความต้องการให้ผู้อ่านสนใจ หรือ ซื้อ ข้อความนั้นจะต้องมีความชัดเจนและกระชับ ซึ่งถ้าเป็น งานเขียนทางธุรกิจใจความสำคัญอาจมีขนาดเพียง 1-2 ประโยคเท่านั้น - ไม่เขียนออกนอกเรื่อง : ใจความสำคัญหลักคือ สิ่งที่จะดึงผู้อ่านไว้ สำหรับงานเขียนใดๆก็ตามควรเฉพาะเจาะจงมุ่งเน้นที่ใจความสำคัญของงาน เขียนเท่านั้น อย่าเขียนนอกเรื่อง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่าน ลดความสนใจในเอกสารนั้นๆได้ - ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย : คำทุกคำที่เขียนควรจะต้องสื่อความหมายที่ต้องการให้ชัดเจน เพราะคำที่เป็นส่วนเกินนั้นจะเป็นเหมือนหมอกควันที่บดบัง สิ่งที่ต้องการจะบอก - ใช้ประโยคง่ายๆ : ควรใช้ประโยคสั้นๆและไม่ซับซ้อน จับใจความได้ง่าย - คำนึงถึงกลยุทธ์ในการสื่อสาร: กลวิธีในการสื่อสารประกอบด้วย ผู้ที่มีอำนาจในการเขียนช่วงเวลาที่ใช้ในการสื่อสาร และรูปแบบในการเขียน กล่าวคือ ถ้าต้องการให้เกิดผลตอบรับดังที่คาดหวัง ต้องมีการพิจารณาว่าใครคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการส่งสาร ช่วงเวลาในการสื่อสารและรูปแบบที่ใช้ใน การสื่อสาร เช่น การสื่อสารทางโทรศัพท์หรือใช้การนำเสนอผลงาน วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
การสื่อสารโดยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่ได้เป็นการยืนพูดต่อหน้าชุมชนหรือการนำเสนองาน แต่เป็นการสื่อสาร แบบตัวต่อตัวมากกว่า ดังนั้นในการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแบบตัวต่อตัวให้ได้ผลจริงจัง มีดังนี้ คือ 1.การเข้าใจผู้อื่น เป็นการมองมุมมองของผู้อื่นถึงสิ่งที่เข้าทราบ ความคิดเห็นของเขาและผลกระทบจากสิ่งที่พูดต่อเขาเหล่านั้น 2.การมองตัวเอง (หรือบริษัท) การที่จะเป็นนักสื่อสารที่ดีได้ จะต้องสามารถเข้าไปในความคิดของผู้อื่น และมองออกมายังตัวเองหรือบริษัทหรือ หน่วยงานของตนว่าดูเป็นอย่างไรจากจุดยืนของคนอื่น 3.การสร้างบทสนทนา การสนทนานั้นมีความแตกต่างกับการสื่อสารแบบทางเดียวซึ่งอยู่ในรูปของการเขียนทางธุรกิจหรือการนำเสนองานอื่นๆ การสนทนาจะทำให้คนสองฝ่ายหรือมากกว่านั้นได้สะท้อนแนวความคิดกลับไปกลับมาและในขั้นตอนเหล่านั้นจะทำให้ข้อมูลข่าวสารได้รับการเปิดเผย ออกมามากขึ้นและยังช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันด้วย ประเภทของการสื่อสาร โดยทั่วไปมีการใช้เกณฑ์ในการพิจารณาแบ่งประเภทของการสื่อสารที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ 5 เกณฑ์ ดังนี้ 1.แบ่งตามเกณฑ์ของผู้ที่ทำการสื่อสาร ประกอบด้วย -การสื่อสารภายในตัวบุคคล (เป็นการสื่อสารของบุคคลคนเดียวซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร) -การสื่อสารระหว่างบุคคล หมายถึง การสื่อสารจะมีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกัน -การสื่อสารกลุ่มเล็ก เป็นการสื่อสารระหว่างคนที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 7 คน -การสื่อสารกลุ่มใหญ่ เป็นการสื่อสารระหว่างคนจำนวนมากซึ่งมาอยู่รวมกันในที่เดียวกัน -การสื่อสารองค์การ คือกระบวนการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างบุคคลใน องค์การทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วยการสื่อสารภายในและ การสื่อสารภายนอก การสื่อสารภายในจะเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว ซึ่งเป็นการสื่อสารในแนวดิ่ง เช่น การสั่งงานของผู้บังคับบัญชา และการสื่อสาร แบบสองทาง ซึ่งเป็นการสื่อสารของบุคคลที่อยู่ในระดับเดียวกัน เช่น การปรึกษาหารือกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน ส่วนการสื่อสารภายนอกองค์การ จะเกี่ยวกับ การสื่อความหมาย การสร้างความเข้าใจหรือสร้างภาพพจน์ให้กับองค์กรรวมทั้งความพยายามในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นกับองค์กรนั้นด้วยซึ่ง ส่วนใหญ่ในการสื่อสารภายนอกองค์กรมักเป็นการสื่อสารกับสาธารณชน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สื่อสารมวลชนเข้าช่วยทั้งในรูปแบบของการโฆษณาหรือการ ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น -การสื่อสารมวลชน หมายถึง การสื่อสารข้อมูลข่าวสารอย่างเดียวกันจากองค์กร หรือสถาบันสื่อสารมวลชน ไปยังคนจำนวนมากที่อยู่ในสถานที่ต่างกัน เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เป็นต้น 2.ประเภทการสื่อสารแบ่งตามเกณฑ์ของภาษา -การสื่อสารเชิงวัจนภาษา หมายถึง การสื่อสารที่ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารทำการสื่อความหมายโดยใช้ภาษาพูด หรือ ภาษาเขียนในการสื่อสาร -การสื่อสารเชิงอวัจนภาษา หมายถึง การสื่อสารที่ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารไม่ได้ใช้ภาษาพูดหรือภาษาเขียนในการสื่อความหมายแต่จะเป็นการสื่อสารโดย การแสดงออกซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น กิริยาอาการ การแสดงออกทางสีหน้า หรือนัยน์ตา 3.ประเภทการสื่อสารโดยใช้เกณฑ์การเห็นหน้าของผู้รับสาร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ -การสื่อสารแบบเผชิญหน้า -การสื่อสารโดยมีสื่อขวางกั้น 4.ประเภทการสื่อสารโดยใช้เกณฑ์ความแตกต่างระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร -การสื่อสารระหว่างเชื้อชาติ -การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม -การสื่อสารระหว่างประเทศ 5.ประเภทของการสื่อสารโดยใช้เกณฑ์ลักษณะของเนื้อหาวิชาที่มีการนำการสื่อสารเข้าไปใช้ซึ่งจำแนกประเภทของการสื่อสารออกเป็น 8 กลุ่ม ดังนี้ -ระบบข่าวสาร -การสื่อสารระหว่างบุคคล -การสื่อสารมวลชน -การสื่อสารองค์การ -การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม -การสื่อสารการเมือง -การสื่อสารการสอน -การสื่อสารสาธารณสุข สนองความต้องการของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้ได้รับอรรถประโยชน์หรือคุ้มค่าและความพึงพอใจสูงสุด บทบาทของธุรกิจ 1.การช่วยสร้างการเจริญเติมโตให้ระบบเศรษฐกิจ 2.การเป็นผู้จ้างงานหลัก 3.การช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต 4.การรักษาเสถียรภาพด้านราคา 5.การกระจายรายได้ 6.การช่วยดำรงเสรีภาพทางธุรกิจ การทำงานของกลไกตลาดในภาคธุรกิจ 1.กลไกตลาดด้านการผลิต 2.กลไกด้านการจำหน่าย 3.กลไกด้านการควบคุมจากรัฐ ตลาดคือ คำที่ใช้ในความหมายแทนความหมายของการที่ผู้ซื้อและผู้ขายทำการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเพื่อแลกกับเงินหรือพันธะผูกพัน ตลาดจะเป็นตัวกลางนำผู้ขาย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องการจะขายสินค้าและบริการนั้น มาพบกับผู้ซื้อ ซึ่งก็คือผู้บริโภคทั่วไปที่มีความต้องการที่จะได้รับการตอบสนอง โดยผู้ผลิตสินค้าและ บริการก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ของธุรกิจนั่นเอง |