|
|
"จากไฟไหม้กรุงลอนดอน สะท้อนมาดูกรุงเทพฯ"
โดย อ.คณาทัต
จันทร์ศิริ ลงพิมพ์ในนิตยสาร เซฟตี้เจอนัล พ.ศ.2541 |
|
|
คงไม่ใช่แค่คนอังกฤษ
ที่อยู่ในลอนดอน
เท่านั้น ที่จะหวาดกลัว
และทุกข์ทรมานกับเหตุการณ์เพลิงไหม้อันใหญ่หลวงนี้ ไม่ว่าใครในเมืองใด
ประเทศไหนในโลก หากเจอเข้า….รับรอง….หนาว !!! ความเสียหาย
ย่อยยับนับคณามิได้
ที่เกิดจากพระเพลิงเผาผลาญทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นเวลากว่า 5 วัน กระหน่ำโหมเป็นพื้นที่กว่า 436 เอเคอร์
(1,900 ไร่) ซึ่งมีความยาว เลาะเลียบไปตามลำแม่น้ำเทมส์กว่า ครึ่งไมล์ และลึกเข้าไปใจกลางกรุงลอนดอน ถึง 1 ไมล์ครึ่ง บ้าน ร้านค้า
13,200 หลัง โบสถ์ 87 หลัง พังพินาศเป็นผุยผงในกองเพลิง เหมือนปาฏิหารย์ !
มีรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 6 คนเท่านั้น
ทั้งๆที่น่าจะมีมากกว่าหลายเท่า ส่วนผู้บาดเจ็บ…ไม่มีรายงานจำนวนที่แน่นอน จากการสืบสวนหาสาเหตุ ทราบว่า……….. เช้ามืดวันอาทิตย์ที่
2 ของเดือนกันยายน
เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่บ้าน 2 ชั้น
ซึ่งเป็นร้านทำขนมปัง ชื่อ KING'S
BAKER ของนาย Thomas Farynor ตั้งอยู่ในซอย คนงานที่นอนหลับอยู่
ตื่นขึ้นมาก็พบว่าควันไฟคละคลุ้งไปทั่วบ้านแล้ว ทุกคนต่างตะเกียกตะกายหนีตายทางหน้าต่างชั้นบน ทะลุไปตามรางน้ำบนหลังคา
แล้วข้ามไปยังบ้านข้างเคียงอย่างทุลักทุเล มีเพียงแม่บ้านสูงอายุคนหนึ่งเท่านั้นที่กลัวความสูง ไม่กล้าปีนไต่หนี ซึ่งในที่สุดเธอก็เสียชีวิตคากองเพลิงเป็นศพแรกของเหตุ ประกายไฟที่เกิดจากเพลิงตะโบมโหมกระ หน่ำอย่างเมามัน ได้แตกกระจายไปทุกทิศทางตามแรงลมที่กระพือซ้ำอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้บ้านเรือน
ร้านค้าข้างเคียง ซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้
ถูกกลืนเข้ากองไฟ ขยายวงกว้างขึ้น…กว้างขึ้นอย่างน่ากลัว ชั่วเวลาอึดใจเดียว ไฟได้ขยายตัวเผาผลาญถึงย่าน STAR ไม่เพียงเท่านั้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นพร้อมๆกับกระแสลมที่รุนแรง ได้แพร่กระจายความร้อน ลุกลามข้ามไปถึง ที่ติดกับท่าเรือ
ซึ่งมีสินค้าอันเป็นเชื้อเพลิงวางกองอยู่มากมาย อาทิ ไขมันสัตว์ , เหล้า , ถ่านหิน , ไม้ซุง
ฯลฯ ในส่วนของการดับเพลิง ทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ถูกเกณฑ์มาจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมทั้งอุปกรณ์ในการดับเพลิง อาทิ ถังน้ำ ขวาน บันได เครื่องดับเพลิงแบบกระบอกฉีด แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่อยู่ในสภาพใช้งาน เพราะ ต่างละเลยการดูแลบำรุงรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำที่จะใช้ในการดับไฟ ไม่มีการเตรียมไว้ก่อน จึงไม่สามารถทำการดับเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที และนี่คือเหตุการณ์เพลิงไหม้ใหญ่ในกรุงลอนดอน(The Great Fire of ที่ผมนำเหตุการณ์ "ไฟไหม้ใหญ่ในกรุงลอนดอน"มาเล่าให้ฟัง
ก็เพราะได้มีโอกาส สาธารณภัยแห่งกรุงลอนดอน
" (The London Fire and Civil Defence Authority
: LFCDA) ประเทศอังกฤษ
เมื่อวันที่ 16-27 พฤษภาคม 2541
ได้แลเห็นวิวัฒนาการในงานดับเพลิงและช่วยชีวิตของเขา ซึ่งต่างจากบ้านเรามากมาย จึงขอขยายต่อให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ด้วย จะว่าไปแล้ว ! การดับเพลิงของอังกฤษ ก็คือต้นแบบของการดับเพลิงในบ้านเรายุคแรกๆ(ปัจจุบันกำลังตามสวีเดนและอเมริกา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ในการดับเพลิง ที่เห็นได้ชัดก็คือ
สายส่งน้ำดับเพลิงแบบผ้าใบเคลือบยาง (
Fire Delivery Hose) ที่มีข้อต่อสรวมเร็วแบบกดล็อค (Quick
Coupling) ซึ่งแตกต่างจากของประเทศอื่นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรปเอง หรืออเมริกา
และญี่ปุ่น ฯลฯ เล่าเปรียบเทียบให้ฟังสักนิดก็แล้วกันนะครับว่าต่างกันอย่างไร
! ของอังกฤษซึ่งเป็นแบบที่เราใช้อยู่ ข้อต่อ (coupling) ระหว่างสายส่งน้ำดับเพลิงซึ่งมีข้อต่อตัวผู้และข้อต่อตัวเมีย จะมีลักษณะที่แลเห็นได้ชัดเจน คือ ตัวเมียมีหู ( 2 ข้าง ) ตัวผู้มีเดือย แต่แบบอื่น
ที่ไม่ใช่ของอังกฤษ จะไม่มีหู หูของข้อต่อนี้เขาใช้เป็นที่จับกุมโดยมือทั้งสองเพื่อการคลี่สายเข้าไปฉีดน้ำ…..เวลาม้วนเก็บสาย จะต้องม้วนโดยเอาข้อต่อตัวเมียไว้ข้างใน เป็นแกนกลาง ข้อต่อตัวผู้จะอยู่ด้านนอก เวลานำไปดับเพลิง จะส่งข้อต่อตัวผู้ให้เสียบต่อกับทางจ่ายน้ำจากอาคาร หรือรถดับเพลิง สำหรับข้อต่อแบบอื่นที่ไม่มีหู จะเก็บสายโดยการพับสาย เอาข้อต่อทั้งสองมาประกบกัน แล้วม้วนสายผ้าใบไว้ข้างใน
ข้อต่อทั้งคู่จะอยู่ข้างนอก คนไม่เคยใช้สายฉีดน้ำดับเพลิง
อ่านแล้วคงจะมึนน่าดูเลยนะครับ เอาเป็นว่า ระบบของอังกฤษ
ไม่เหมือนชาวบ้านส่วนใหญ่เขาก็แล้วกัน ของไทยเราก็พลอยไม่เหมือนกับเขาไปด้วย รู้เพียงแค่นี้ไว้ก่อนก็พอ สิ่งที่น่ารู้เพื่อประดับวิสัยทัศน์สำหรับท่านผู้อ่าน
อีกเรื่องก็คือ ข้อมูลเปรียบเทียบงานด้านการดับเพลิงและบรรเทาสาธารณภัย
ระหว่าง 2 เมืองใหญ่ กรุงลอนดอนและกรุงเทพมหานคร ที่มีพื้นที่ขนาดพอๆกัน คือ 1500 กว่าตารางกิโลเมตร โดยดูได้จากตารางเปรียบเทียบ
ที่นำมาลงไว้พร้อมนี้แล้ว
ข้อมูลจาก: LFCDA, London Fire Brigade Headquarters, 8 Albert Embankment, London SE1 750 Tel: 0171 582 3811
มีข้อน่าสังเกตที่ผมหาคำตอบไม่ได้อยู่ข้อหนึ่ง ก็คือ จำนวนเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นระหว่าง
2 เมืองใหญ่นี้ คือ กรุงลอนดอน มีเหตุฯ
ทั้งใหญ่และเล็ก ประมาณปีละ 40,000 ถึง 50,000 ครั้ง กรุงเทพฯ
มีเหตุฯเพียงปีละ 600 - 700 ครั้งเท่านั้น เมื่อครั้งผมไปอบรมการดับเพลิงที่เมือง ว่าเมืองเล็กๆ ขนาดแค่พื้นที่เขตพญาไทของเรา
ยังมีเพลิงไหม้ประมาณปีละ 2,000 ครั้งเลย ทำไมมันถึงต่างกันมากมายขนาดนี้ผมก็ไม่รู้…
ทั้ง ๆที่เป็นสถิติเพลิงไหม้ใหญ่ - น้อยเหมือนกัน และเป็นข้อมูลจากทางการด้วยกัน ใครตอบข้อสงสัยข้อนี้ของผมได้?
กรุณาชี้แจงแถลงไขมาด้วยเถิดครับ ข้อชวนสังเกตที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องงบประมาณที่ใช้ในงานนี้ ของประเทศอังกฤษเขามีถึงปีละประมาณ 16,900 ล้านบาท(หนึ่งหมื่นหกพันเก้าร้อยล้านบาท) แต่ของไทย ผมไม่ทราบ! แต่เชื่อว่า น้อยกว่ามากมายนัก มีบางคนกระซิบบอกผมว่า งบประมาณของเราก็ไม่ควรใช้มากเพราะ ไฟมันไหม้น้อยจัง ! ปีละ 700 ครั้ง เฉลี่ยวันละแค่ 2 ครั้ง แสดงว่า วันหนึ่งๆ ตำรวจดับเพลิงประมาณ 1600 คน 36 สถานี ออกดับเพลิงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น รัฐบาลท่านเลยให้งบ ฯ
พอสมเหตุสมผลมังครับ ! แต่ถึงแม้จะมีงบประมาณในการณ์นี้เท่าไรก็ตาม ความสำคัญอันดับแรกที่จำเป็นต้องใช้ก็คือ "งานป้องกัน" ไม่ใช่ "งานแก้ไข" ใช้งบประมาณในการอบรมให้ความรู้การป้องกันอัคคีภัยแก่พี่น้องประชาชน ก่อนเกิดเหตุมากกว่านี้อีกหน่อยเถิดครับ ……จ้าวนาย ! |
|